วันที่ผมเขียน blog ตอนนี้เป็น วันที่ 2 เดือน กค ปี 2009 เวลาช่วงสายๆหลังจากที่ได้ไปนั่งอึอ่านหนังสือพิมพ์มาเป็นทีเรียบร้อย  รูปข่าวพาดหัวในช่วงนี้น่าจะไม่พ้นข่าว ไมเคิล แจ็คสัน ราชาเพลงป็อปผู้ยิ่งใหญ่ที่พึ่งจากเราไป แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ หัวข่าวเด่นในวันนี้กลับกลายเป็น ข่าว นร โฉดจับเนตรนารีขึงพืด และพอไล่อ่านมาล่างๆก็เจอกับข่าว อาจารย์ดีกรีด็อกเตอร์ตุ๋ยเด็กอายุ 13 ข่าวประเภทนี้สร้างความสลดในระหว่างขี้ได้ไม่น้อย ผมถึงขั้นพับหนังสือพิมพ์วางบนฝาถังขยะและนั่งขี้ต่อไปแบบเงียบๆจนเสร็จ

ระหว่างที่นั่งขี้เงียบๆ ผมก็คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดในข่าว คดีข่มขืนที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ทำไมถึงได้แสดงความโรคจิตจนน่ากลัวแบบนี้ออกมาบ่อยครั้งเหลือเกิน คนมันไปเอาเรื่องแบบนี้มาจากไหนนักหนา หรือการมีเซ็กซ์แบบปกติมันไม่ทำให้คนในยุค WEB2.0 รู้สึกดีพอ…. คำว่า “ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ ยิ่งห้ามยิ่งอยากรู้อยากเห็น” จึงเป็นสมมุติฐานของผมในเหตุการณ์นี้ เพราะนโยบายประเทศเราเน้นหนักนโยบายประเภท “ห้ามให้ดูดี จับให้มีผลงาน” ยกตัวอย่างเช่น ตำรวจกวาดล้างของผิดลิขสิทธ์แต่เรามีพันทิพย์พลาซ่าขายแผ่น MP3 หนังโป๊ และซอฟต์แวร์ปลอม หรือ เรามีกฏหมายเรื่องห้ามขายบริการทางเพศแต่เรามีร้านประเภทนี้มากมายแถวรัชดา ด้วยความที่เหมือนจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมจึงต้องหาคำตอบว่าสมมุติฐานของผมเป็นจริงหรือไม่ โดยศึกษาจากสถิติคดีข่มขืนของ ประเทศไทย เทียบกับประเทศอื่นๆที่มีการบริการทางเพศหรือสื่อลามกแบบถูกกฏหมาย โดยประเทศที่ผมสนใจมี
1. ญี่ปุ่น เพราะประเทศนี้หนัง AV เค้าแจ่มเหลือเกิน      มีสถิติ  0.017737 per 1,000 people
2. เกาหลี เพราะผมทำงาน Samsung รู้จักคนเกาหลีเยอะ       มีสถิติ  0.12621 per 1,000 people
3. สวีเดน เพราะผมเคยทำงานให้บริษัท Private      มีสถิติ  0.23 per 1,000 population
4. ไทย เพราะผมเป็นคนไทย    มีสถิติ  0.0626305 per 1,000 people
จากเป้าหมายในการศึกษาที่เลือกโดยความรู้สึกส่วนตัว สถิติของประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สมมุติฐานของผมที่ว่า การมีหนังโป๊แบบถูกกฏหมายไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีนัยยะต่ออะตราการข่มขืน เพราะในญี่ปุ่นและสวีเดนเป็นประเทศที่หนังโป๊ถูกกฏหมายแต่สถิติของสวีเดนยังคงสูงกว่าไทยและเกาหลีซึ่งหนังโป๊ผิดกฏหมายอยู่ดี ถึงแม้ญี่ปุ่นจะต่ำกว่า ดังนั้นแล้วสมมุติฐานต่อไปของผม ผมคิดว่า ราคาในการใช้บริการทางเพศน่าจะเป็นปัจจัยหลักมากกว่า บล็อคผมตอนนี้จึงยังจบไม่ได้เพราะยังมีเบาะแสให้ค้นหาต่อไป โปรดติดตาม นี่เหลือเมืองพุทธตอนที่สองนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก nationmaster.com

อาทิตย์สองอาทิตย์ที่แล้วนี้เองเราคงได้เห็นข่าวเกี่ยวกับการจับฉลากเพื่อเข้าศึกษาต่อมัธยม โรงเรียนใน กทม มีมากมายหลายพันโรงเรียนถ้าจำไม่ผิดมีราวๆ 6000 โรงเรียน แต่โรงเรียนที่คนอยากเข้ามี 400 กว่าโรง ตามหลักการ demand และ supply ง่ายๆอันเป็นพื้นฐานเศรษศาสตร์ เมื่อความอยากของผู้คนมีมากกว่าจำนวนสินค้าการปั่นราคาย่อมเกิด การปั่นราคาในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ดีในมุมมองผมเมื่อมันเกิดกับเรื่องอื่นๆ เช่น เกิดกับจตุคามรุ่นปี 30 หรืองานศิลปะหายากเพราะมันก็จะทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นและเพิ่มมูลค่าของสินค้านั้นๆ แต่ความบรรลัยมันบังเกิดเพราะการปั่นราคามันแพลมมาอยู่ในระบบการศึกษาที่ห่วยๆอยู่แล้วของเรา

ขั้นตอนแรกของคนอยากเข้าโรงเรียนมัธยมต้น น้องๆเค้าจะต้องไปสอบคนที่เก่งแล้วก็สอบเข้าได้สบายไปจบไป หลังจากนั้นคนที่ยังไม่ได้ต้องไปรอลุ้นจับฉลาก คนที่จับได้ก็กระโดดตัวลอยกอดกับพ่อแม่พี่น้องกองเชียร์ คนที่ไม่ได้ก็เดินคอตกน้ำตาไหลถึงเข่า หลังจากนั้นไปก็ไปสู่การปั่นราคานอกระบบ อาจารย์ที่น่าเคารพบางท่านจึงได้สร้างเรทมาตรฐานขึ้นมาเพื่อเป็นการเริ่มต้นต่อรอง “เพียงแค่หนึ่งแสนบาทค่ะ เพื่อแลกกับการเข้าศึกษามัธยมต้นที่โรงเรียนเรา” อาจารย์ครับ มันมากไปไม๊สำหรับการเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่เอาอาจารย์สอนพละมาสอนคณิตศาสตร์ เอาอาจารย์สอนคหกรรมมาสอนคอมพิวเตอร์ อาจารย์บางท่านก็ขาย Amway แล้วบังคับให้เด็กเอาไปขายพ่อแม่ บางคนเอาข้อสอบมาสอนพิเศษหลังเลิกเรียนเพื่อให้เด็กที่เรียนพิเศษกับเค้าได้เกรดดีๆแล้วตอนสอนในห้องก็ไม่ตั้งใจสอน ประเทศไทยมันจะเอาอะไรไปเจริญถ้าระบบการศึกษาของเราซึ่งเป็นระบบหลักๆในการที่จะทำให้เราก้าวหน้าต่อไปยังเป็นแบบนี้ เด็ก ม.6 ที่จบๆออกมา เวลามาเอ็นทรานซ์มีกี่คนที่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนคณะอะไร หรือรู้ว่าตัวเองถนัดอะไร มีแต่จะให้คะแนนเอ็นทรานซ์กำหนดชะตาชีวิตไปวันๆ บางคนกลัวเลือดแทบตายแค่เห็นหมากัดกันเลือดออกก็จะเป็นลม พอได้คะแนนเอ็นทรานซ์เยอะๆเสือกอยากเป็นหมอ แล้วพอเข้าไปมึงจะไม่เป็นลมทุกวันเลยเหรอวะเนี่ย ส่วนไอ้ที่ได้คะแนนห่วยๆเลือกอะไรหรูๆไม่ได้ กูก็ไปเรียนครุศาสตร์ก็ได้ว่าจบมากูจะได้เป็นครูติงต๊องไปสอนเด็กให้ติงต๊องต่อไปเป็นวงจรอุบาทว์ที่น่ากลัว

ด้วยความที่งานผมยุ่งมากทำให้ความจำผมสั้นลง แต่ช่วงที่ผมอยู่ ม.6 เป็นอีกช่วงที่ผมจำได้ชัดเจนที่สุด ตอนนั้นผมเป็นเด็กเวรที่ได้เกรดเฉลี่ยประมาณ 2.0 เลิกเรียนชอบไปเล่นสนุ๊ก อยู่บ้านชอบเล่นคอมเล่นเนต และหัดเขียน Visual Basic เพราะความอยากรู้อยากเห็น ผมเคยบอกแม่ว่า “แม่วีอยากเรียนคอม วีอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ถ้าวีเอ็นไม่ติดแม่ส่งวีไปเรียนคอมที่อินเดียนะ ถ้าไม่ได้เรียนคอมวีไม่เรียนต่อ” ที่เล่าๆมาผมไม่ได้ภูมิใจที่ผมเป็นเด็กโง่และขี้เกียจเรียน แต่ผมภูมิใจที่ผมเลือกทางเดินชีวิตผมได้และไม่เสียดายเวลาช่วง ม ปลายที่เอาแต่เล่นคอมตีนุ๊ก ตอนนี้มาเห็นเด็กๆ ม.6 พูดจามึนๆแต่เรียนได้เกรด 3.8 ทำให้ผมรู้สึกว่า “เกรดมันบอกความฉลาดได้จริงรึปล่าว หรือเกรดมันบอกแค่ความถึกในการท่องจำไปสอบ” ก่อนหน้านี้สองปีผมได้เป็นโปรแกรมเมอร์อย่างที่ผมอยาก พอได้เป็นโปรแกรมเมอร์แล้วผมอยากทำงานเกี่ยวกับการตลาดผมก็ได้ทำแล้ว จนตอนนี้ผมอยากเป็น รมต กระทรวงศึกษา วันนึงข้างหน้าขอให้มีโอกาศนั้นนะ เพี๊ยงงงง

ไม่พูดพล่ามทำเพลงมากมาย งานเยอะมาก เพื่อนๆมาดู Wonder Girl ใน version ประเทศเพื่อนบ้านโดยด่วน

 

ทั้งสองอันนี้ ล้วนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี นะครับ เยาวชนไทยไม่ควรเลียนแบบ

วันนี้ผมกลับเข้าบ้านมาห้าทุ่มกว่า รีบอาบน้ำและมาเขียน Blog ทันทีเพราะกลัวลืมความรู้สึกดีๆหลังจากที่ออกจากร้านอาหารโอฮาโย Blog ตอนนี้เป็นตอนที่สองต่อจาก Case Study โฮฮาโย…เกิดเพราะเน็ต ที่ต้องมีภาคต่อขนาดนี้เพราะร้านนี้เกินคาดจริงๆ จากตอนแรกมีความคิดว่าต้องไปกินให้ได้เพราะเป็นร้านที่เกิดขึ้นมาได้ด้วย Online Marketing ล้วนๆ แต่พอไปถึงจริงๆบรรยากาศร้านน่ารักๆและพี่ตู่กับลูกสาวที่ดูน่ารักและเป็นกันเองก็บริการอย่างดีเยี่ยม (ลูกพี่ตู่พึ่งตื่นนอนลงมาเล่นกับพวกเราแบบสะลึมสะลือ) และที่สำคัญ ราคาช่างถูกชนิดเกินคาด สั่งกันแบบสารพัดจะสั่งคิดเงินออกมาแค่ 450 บาท เสียดายมากที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะตอนไปถึงหิวเกินกินแหลกถ่ายไม่ทัน ก่อนที่จะเล่าเรื่องยาวเรื่องของกินมากเกินไปแล้วจะผิดแนวเป็นบล็อคโฆษณา ขอเข้าเรื่องวิเคราะห์เรื่อง Online Marketing เลยดีกว่า

วันนี้จากการได้คุยกับพี่ตู่อยู่พักใหญ่ๆ ผมรู้สึกได้ทันทีว่าอีกอีกจุดเริ่มต้นของการเกิด Online Marketing ของร้านนี้เกิดมาจากตัวพี่ตู่เองนั่นแหละ เพราะพี่เค้าเป็นคนคุยสนุกมีแนวคิดและเปิดเผยมากๆ ไม่แปลกเลยที่คนทั่วไปที่ได้เจอพี่ตู่จะรู้สึกถึงความเป็นกันเองและพูดถึงร้านโอฮาโยในเน็ต แต่อย่างที่เค้าพูดกันว่าในเว็บไซต์ทุกคนเป็นนักโฆษณา (Everyone can be advertiser) เพราะทุกข้อความที่โพสใน Pantip หรือในบล็อคส่วนตัวใน HI5 ที่ไหนก็แล้วแต่ ล้วนถึงสายตาผู้คนจำนวนมาก นอกจากนั้นยังช่วยให้ชื่อร้าน โอฮาโย เข้าไปติดอันดับใน Google ได้ไม่ยาก และด้วยบุคลิกน่ารักในสไตล์เป็นกันเองของพี่ตู่นี่เอง (เหมือนสาวๆสายเดี๋ยวกางเกงขาสั้นที่ทำ HI5 แล้วดังๆ) ทำให้คนที่ได้มาชิมอาหารในร้านกลายไปเป็นนักการตลาดให้ร้านเค้าได้ไม่ยาก หลังจากกินเสร็จผมรับปากว่าจะช่วยพี่ตู่เรื่องการตลาดออนไลน์โดยจะช่วยดูเรื่อง Blog หรืออะไรเล็กๆน้อยๆที่ช่วยกันได้ แต่ลึกๆเชื่อเหลือเกินว่าคำแนะนำผมมันคงช่วยได้ไม่เท่าไหร่ แต่สิ่งที่มันจะทำให้พี่ตู่ไปได้สวยคงเป็นตัวตนในแบบของเค้าเองมากกว่า ขอให้ร้านโอฮาโยและพี่ตู่พี่โยเจริญๆครับ

PS: ไม่มีรูปอาหารให้ดู ตอนไปถึงผมหิว ^ ^

ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเราเริ่มบูมมานานมากแล้ว ตั้งแต่ช่วงบุคเบิกโดยโออิชิและร้านอื่นๆก็ผุดตามมาราวกับดอกเห็ดแต่ทั้งหมดยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนมีอันจะกินเท่านั้นจนตอนนี้กระแสอาหารญี่ปุ่นแรงต่อเนื่องจนเราสามารถหาซูชิชิ้นละ 5 บาทในตลาดนัดได้ทั่วไป โอฮาโย เป็นร้านนึงที่วาง Price Positioning ได้งดงามไม่ถึงกับว่าชิ้นละสิบบาทแต่ก็ไม่แพงถึงขนาดว่าคนจนกินไม่ไหว และที่สำคัญคือ ใจรักในการทำอาหารของเจ้าของร้านสามีภรรยา (ไม่เคยไปกินเอง อ่านที่คนอื่นโพสมาเลยไม่อยากลง detail มาก) แต่ที่ผมเขียนถึงร้านนี้ในวันนี้เพราะร้านนี้เรียกได้ว่า เกิดจากเน็ต…

ก่อนจะวิเคราะห์เรื่องว่าร้านโอฮาโย ดังเพราะ Online Marketing ยังไง ผมต้องขอบอกก่อนเลยครับว่า ถ้าอาหารไม่อร่อยบริการไม่ดี ทำการตลาดด้วยวิธีไหนก็ไม่ได้เกิด แต่ครั้งนี้ Online Marketing ของร้านโอฮาโยเกิดเองโดยไม่ได้ทำ!!!! ผมขอยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆเพราะเจ้าของร้านนี้เป็นเพื่อนพี่อุ๋ย ผมรู้จากพี่อุ๋ยมาว่าเค้าเองก็งงไม่แพ้กันกับการเกิดกระแสเกี่ยวกับร้านเค้าในโลกออนไลน์ขนาดนี้ นี่แหละครับพลังของ WEB2.0 ด้วย Concept ที่ว่า Everyone can be advertiser พลังที่ทำให้โลกการแข่งขันทางธุรกิจมันแบนลง พลังที่ทำให้ร้านเล็กๆอยู่ในหลืบๆแบบร้านนี้คนเข้าไปกินกันหนาแน่น และทั้งหมดที่เกิด “ไม่ต้องเสียตัง”

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ถ้าไม่เสียตังแล้วเสียอะไรครับ “เสียแรงครับ” เสียแรงทำอาหารให้อร่อย บริการให้ดี รักษาคุณภาพตรงนั้นไว้ หลังจากนั้นคนแรกที่โพสลงไปใน Pantip เกี่ยวกับร้านคุณ เค้าเป็นนักการตลาดให้คุณแล้ว หลังจากนั้นคุณมีหน้าที่ออกแรงรักษาคุณภาพไว้รอคนต่อไป คนอื่นๆก็พร้อมจะโพสอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆนานๆไปคุณไปโพสขอบคุณคนในเว็บบ้างที่มากินร้านคุณ ถามเค้ากลับไปนิดนึงว่าอยากให้ปรับปรุงอะไรไม๊ ถ้าเค้าแนะนำอะไรแล้วก็กลับไปโพสคุยกับเค้าหน่อย ที่ผมเขียนมายังไม่มีตรงไหนต้องเสียตังเลยใช่ไม๊ครับ ง่ายด้วยใช่ไม๊ครับ จริงๆผมมีอีกหลายอย่างที่อยากให้โอฮาโยเดินหน้าต่อเรื่อง Online Marketing เดี๋ยวรอผมได้ไปกินก่อนผมจะขอไปนั่งเล่าให้ฟังนะครับพี่…. ความรู้มีไม่หวงครับอยากให้รวยๆกันครับผม ผมยินดีเป็นที่ปรึกษาแลกกับปลาดิบครับ

เมื่อคืนนี้ (10FEB2009) ผมมีอาการเจ็บเท้าขวานิดหน่อยก็เลยไปหาหมอหลังจากโดนจับตรวจซะเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดว่าต้องไปเอกซเรย์ตีนว่ากระดูกร้าวรึป่าวแล้วก็ได้ยาคลายกล้ามเนื้อธรรมดาๆมากินเพราะตีนผมกระดูกยังสมบูรณ์ดี กลับถึงบ้านห้าทุ่มกว่าต้องมานั่งกินอะไรนิดหน่อยเพื่อจะได้กินยาได้ ระหว่างที่กินส้มกับหมูหยอง(ไม่เข้ากันเลยแต่กินด้วยกัน) ผมก็เปิดรายการของอาต๋อยไตรภพ Club7 ดูไปแก้เหงานั่งฟัง (Censor ชื่อครับเกรงใจเค้า) เอ็กซเรย์  พูดไปว่าเห็นผีตรงนั้นมีผีตรงนู้นมีผี ผีเป็นแบบนั้นแบบนี้ เออ..มันบ้าดีเว้ย เล่าเป็นเรื่องเป็นราวออกทีวี ตอนแรกก็ฟังไปเชื่อ 2% ไม่เชื่อ 98% ซึ่งนับว่าเชื่อเยอะแล้วสำหรับผมเพราะปกติไม่เชื่อเรื่องผีๆสางๆ จนกระทั่งตอนก่อนจะหมดช่วงที่สัมภาษณ์ (Censor ชื่อครับเกรงใจเค้า) อาต๋อยเอาวีดีโออันนึงให้ดูพอดูปุ๊บจำได้ปั๊บ เฮ้ย..ไอ้ผีหัวตกตัวนี้กูรู้จัก  (Censor ชื่อครับเกรงใจเค้า) ขี้โม้ละๆ แต่รู้จักยังไงเดี๋ยวเล่าให้ฟังลองดูคลิปวีดีโอนี้ก่อนเผื่อใครยังไม่เคยเห็น

 

ดูแล้วน่ากลัวดีแท้ แต่ผมจะเฉลยความมั่วของ (Censor ชื่อครับเกรงใจเค้า) ให้ฟังว่า จริงๆแล้วไอ้ผีหัวตกกับไอ้สองคนในลิฟนี้มันคือ Online Campaign ของบริษัท Recruitment แห่งนึงค้าบพี่น้องค้าบ โปรดฟังอีกครั้ง มันคือ Online Campaign ค้าบบบบ เป็น Viral VDO ใน Campaign นั้นที่บริษัท GMP group ทำขึ้นมาเพื่อสื่อเป็นนัยๆว่า การทำงานกลับบ้านดึกดื่นเครียดมากเกินไปไม่ดีเดี๋ยวผีหลอกมาสมัครงานกับ GMP ดิแล้วคุณจะไม่ต้องกลับดึก ผมเอาวีดีโอเฉลยมาแปะให้ดูข้างล่างนี้แล้ว และอยากจะบอกว่า “ถ้าไม่ได้เห็นจริงๆ ติด่อผีได้จริงๆ ก็อย่าไปหากินกับผีเลยคร้าบเอาเขามาอ้างนู่นอ้างนี่ ทำนาบนหลังคนไม่พอนี่ทำนาบนหลังผีอีก เอาเค้ามาอ้างแล้วทำบุญให้เค้าบ้างรึป่าวก็ไม่รู้ ถ้าทำมาหากินอย่างอื่นได้ก็ขอนะครับอย่าทำให้คนไทยงมงาย หรือถ้าเห็นได้จริงๆก็เงียบๆไปเหอะครับอย่าเอาผีมาอ้างเพื่อทำตัวเด่น”

ผมบอกก่อนเริ่มเข้าเนื้อหาว่า ผมกำลังจะ push Client ผมให้เริ่มลุยตลาด E-commerce และกำลังทำ proposal อยู่ คิดไปเพลินๆทนไม่ไหวต้องมาเขียน blog ให้เพื่อนๆอ่านกัน แต่เชื่อเหลือเกินว่าอ่านชื่อ Blog ผมตอนนี้ต้องงงว่า E-commerce อะไรของมึงไอ้วี แต่ถ้าผมพูดว่า กฏของพาเรโต หรือกด 80/20 กับทฤษฏี the long tail ทุกคนคงเริ่มคุ้นหูกันมากขึ้น ขอเล่ากฏทั้งสองอันนี้แบบคร่าวๆก่อน กฏ 80/20 เราจะพูดถึงว่ารายได้ 80% ของการขายสินค้ามาจากลูกค้ากลุ่มเล็กๆ 20% โดย 20% นี้เป็นไฮโซตังเยอะ หรือทฤษฏีนี้เราเอามาอธิบายการเรียนของผมสมัยเรียนมหาลัยได้ว่า 80% ในข้อสอบใช้ความรู้เพียง 20% จากการเรียนทั้งเทอม นั่นคือเหตุผลที่ผมโดดเรียนไปตีนุ๊กแต่สอบผ่านตลอด หรือถ้าบริษัทเราขายสินค้าหลากหลายเราก็อาจจะตรงกับกฏนี้เพราะ ยอดขาย 80% มาจากสินค้าเด่นๆ 20% ที่เราทำตลาด ซึ่งจริงๆไม่ใช่เรื่องแปลกด้วยปัจจัยหลายอย่าง สมมุติว่าทำมือถือขาย ปัญหาก็จะเป็น “ใครจะไปมีตังค์ทำ campaign โปรโมทสินค้าทุกชิ้นวะเฮ้ย มือถือเยอะแยะ”, “หน้าร้านกูมีแค่นี้ กูก็เลือกรุ่นเด่นๆมาวาง วางหมดทุกรุ่นจะมีที่เดินเหรอวะ”, “PC หน้าร้านไม่ใช่ harddisk นะเว้ยจะได้จำรายละเอียดได้ทุกรุ่น” เฮ้ยมึงหยุด!!! แล้วถ้ากูหาที่ให้วางได้ล่ะเอาไง นายหางยาวตระโกนแทรกขึ้นมา นายหางยาวที่ผมว่า มันคือ Internet

internet มันมีพื้นที่มหาศาลไม่จำกัดให้เก็บรายละเอียดสินค้าทุกรุ่น Internet มันมีที่ให้คุณวางสินค้าโชว์ได้ทุกรุ่น Internet มันเป็น media ใหม่ที่ถึง mass ได้ด้วยราคาถูก และตอนนี้มันขายของให้คุณได้ การลงทุนเพิ่มอีกเพียงกะผีกเดียวเศษเสี้ยวของการโฆษณาในทีวีหรือครึ่งหน้าในหนังสือพิมพ์ แต่จะสามารถแก้ปัญหาสินค้าทั้ง line ขายได้สามตัวดึงไอ้สินค้าอีก 80% ในมุมมืดออกมาโชว์ตัว เหมือนที่ Amazon ทำซึ่งนับว่าเป็นสุดยอด case ของ The long tail การขายส่วนใหญ่ของ Amazon มาจาก ส่วนเหลืองๆในกราฟ เพราะอะไรรู้ป่าว… ลองถามตัวเองว่า ถ้าจะซื้อหนังสือผมจะเป็นคนดี ของคุณอา วิกรม กรมดิษฐ์ เล่มละ 39 บาท ขายอยู่ที่ 7-eleven ทั่วประเทศ คุณจะเดินไปซื้อเซเว่น หรือจะมาสั่งจาก Amazon…. นั่นไงได้คำตอบแล้วใช่ไม๊ครับ แต่ถ้าจะหาหนังสือประวิติศาสตร์เรื่อง 11 ตุลา ไปเดินหาซื้อตามแผงได้ไม๊ ดังนั้นแล้ว ในบางธุรกิจเราอาจจะไม่ต้องไป focus จะขายแต่ของ demand ต่ำๆแบบ Amazon คงไม่ใช่ที่ แต่คิดเผื่อไว้ว่า เอาหางมาต่อให้พาเรโตซักหน่อยจะคุ้มไม๊ครับ

สถานการณ์ปัจจุบันผม… ผมกำลังทำ campaign ของสินค้า XXXXX ตอนเปิดตัวคงวางขายแค่ในกรุงเทพและหัวเมือง ตรงกับแนวคิดแบบพาเรโตเป๊ะ เพราะวางขายแค่พื้นที่ส่วนน้อยในประเทศ แต่คุณลูกค้าสุดที่รักครับ ต่อหางหน่อยดีไม๊ครับคนบ้านนอกถึงใต้ถุนบ้านมีควายก็อยากซื้อนะครับ อิอิอิ

วันนี้เด็กๆที่เล่น HI5 คงจะเริ่มชินแล้วกับการพิมภาษาไทยแบบวัยรุ่น ซึ่งอ่านไปเราก็เข้าใจกันได้อย่างรวดเร็ว แต่ลองเรียกแม่มาอ่าน เรา เชื่อ เรย น๊าาาาา ว่า แม่ มึง จา คอดด งง เรยย อ่า แสดดด ม่า รุ เรื่อง เรยยยย เพราะมึงเขียนภาษาไทยด้วยตัวสะกดประหลาดและเว้นวรรคทุกคำ เป็นการจับภาษาไทยรวมกับภาษาอังกฤษ และภาษาญวณ(จริงๆอ่านว่า ภาษายวน ยวนยี) ซึ่งถามเด็กที่ยังใช้ภาษาไทยปกติอายุประมาณ 25 แบบผม ผมรับได้กับภาษาที่วิบัติเล็กน้อย หรือเรียกๆดีๆว่าภาษามันมีวิวัฒนาการไปบ้าง เช่น แต่ก่อนคำว่า ครับ ตอนจบท้ายประโยคเราเคยเขียนมี ร และออกเสียง ร ชัดเจนต่อมานานๆเราเริ่มไม่ออกเสียง ร แล้วเขียนใหม่ว่า คับ หรือคำว่าสวัสดี เราก็เขียนกันว่า หวัดดี ซึ่งรวมกันแล้วเอาไปเขียนให้คุณปู่ดูว่า หวัดดีคับ ปู่คงงงๆเล็กน้อย ว่าหวัดมันดียังไงเป็นแล้วขี้มูกไหล แล้วหวัดมันคับได้ไงกูไม่ได้อ้วนขึ้น…  แต่คนเดี๋ยวนี้คำว่าหวัดดีครับเราเข้าใจก็ได้แล้ว  แล้วคนที่เขียน สวัสดีครับ ว่า หวัดดีครับ ถึงจะไม่ถูกต้อง 100% มันก็ไม่ได้ดูแย่นัก

แต่ไอ้ที่วิบัติหนักๆแบบที่ นู๋ๆ ท้าง หลายยย ชอบ คุย กับ พี่ ใน เอ็ม พี่ ว่า มัน เกิงง ก่า การ วิวัฒนาการ ไป มากกกมายย น๊ะ นู๋ นะ…. พี่ว่ามันวิบัติชิบหายแล้วนะ ขอยกตัวอย่างเช่น

น้อง xxx : พี่วีค๊าาาาา
พี่วี : (ทำงานยังไม่ว่างตอบ)
น้อง xxx : พี่ วี ทาม งาน อยุ ป่ะ
พี่วี : (เออมึงรู้นี่ วันอังคารสิบโมงครึ่งกูคงไม่ได้โกนหนวดหรอก)
น้อง xxx : พี่ วี นู๋ อยาก ได้ ทอ สับ ออมเนีย
พี่วี : หวัดดีจ๊ะ (ลูกค้าของลูกค้า คุยหน่อยก็ได้วะ)
น้อง xxx : พี่ อ่า ก่า จา ตอบ นู๋ ด้าย
น้อง xxx : นู๋ ทัก เพ่ มา เปง สิบ พี่ ม่า เคย ตอบ เร๊ยยย
น้อง xxx : วัง เน้ พี่ วี คุย ก่า นู๋ ด้วย ดีจาย คริคริคริ
พี่วี : จ้า (กูคุยด้วยเฉยๆไม่ได้จะเลี้ยงข้าวไม่ต้องมาดีใจเว่อร์) 
น้อง xxx : ออมเนีย ขาว อ่า เพ่ มัน 16 กิ๊ก ป่ะ ค๊า
พี่วี : ใช่จ้า (มึงเล่นพิมพ์คำเว้นคำ SMS มึงคงใช้กินพื้นที่น่าดู เอาไป 80 เลยไม๊)
………………..
………………..
น้อง xxx : พี่ วี นู๋ ไป กิง ข้าว ก่อง น๊า ค๊า พี่ วี ปายย กิง ได้ แย๊วว เที่ยง แย๊วว
พี่วี : จ้า (ถ้ามึงห่วงกูขนาดนี้ พิมพ์ดีๆให้กูอ่านออกดีกว่านะ)

ฝากมิวสิควีดีโอของน้อง โต๋ มั้ง? ไว้อีกซักหน่อย ถ้าขี้เกียจดูหมดให้ข้ามไปดูตอนจบ”ฝันดีคับ” 

สืบเนื่องจากกระทู้ แอมเวย์ล้างสมองรึป่าวใน pantip http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X7404521/X7404521.html ซึ่งตอนนี้ มี comment ไปแล้ว 608 comments เยอะเป็นบ้า แต่ที่บ้ากว่าคือผมก็นั่งอ่านที่เค้าเถียงกันหมดเวลาเป็นชั่วโมงๆ นั่งอ่านไปได้เรื่อยจนมาเจอคำๆนึงสะกิดใจผมยิ่งกว่ากาแฟกระป๋องดีเซเว่น เป็นคำเดียวกับที่ผมได้ยินตอนวันที่โดนรุ่นพี่หลอกไปฟังอัพไลน์มันกล่อม วันนั้นผมเถียงกลับไปว่าถ้ามันง่ายแบบที่พี่พูดจริงๆทำไมพวกพี่ไม่รวยกันหมดแล้ว เค้าตอบผมกลับมาว่า “วี มันมีแต่คนล้มเลิก ไม่มีคนล้มเหลวหรอก” เหมือนโดนอะไรจิ้มใจไปจึ๊กๆ ไม่ได้โดนจิ้มด้วยโมเดลธุรกิจของแอมเวย์ แต่แนวคิดแบบนี้แหละที่ผมว่ามันใช่ มันอาจจะฟังดูเหมือนคำพูดเอาไว้กล่อมคนให้มาเป็นดาวน์ไล แต่จริงๆแล้วผมรู้สึกว่านี้แหละปรัญญาชีวิต เพราะการใช้ชีวิตทั่วไปหรือการทำธุรกิจอื่นๆ เราก็ต้องเหนื่อยต้องพยายามทั้งนั้นและถ้าเราไม่ยอมล้มเลิกจริงๆ ลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งและทำมันต่อไป ประสบการณ์มันจะทำให้วันพรุ่งนี้ดีกว่าเดิมแน่นอน และถ้ามันค่อยดีขึ้นแม้วันละนิดเดี๋ยวเราก็ประสบความสำเร็จได้เอง ต่างนิดเดียวตรงที่บริษัทผมไม่ได้ให้ผมเป็นระดับเพชรแบบแอมเวย์…

ช่วงนี้เราทุกคนเจอเรื่องหนักๆจากปัญหาเศรษกิจทำเอาเครียด ถ้าวันไหนเพื่อนๆเหนื่อยจนไม่คิดอยากจะลุกขึ้นยืนสู้ต่อไปฟังแอมเวย์กับผมมะ ไปให้อัพไลน์ช่วยปลุกพลัง แต่ผมไม่สมัครนะ

ก่อนจะก้มหน้าลงมองคีย์บอร์ดและพิมพ์ comment ถึงผมใน Blog ตอนนี้ จินตนาการถึงส้วมในปั๊มแก๊ส ซึ่งเต็มไปด้วยขี้และมีกระจั๊วเดินมุดเข้าออกก้อนนั้นก้อนนี้อย่างหนุกหนานเพลิดเพลิน บางตัวกำลังอารมณ์ดีทักทายเพื่อนกระจั๊ว บางตัวกำลังเดินกอดคอกับคู่เดทอย่าสวีทท่ามกลางขี้ บางกลุ่มกำลังเดินทางอพยบจากขี้ก้อนที่เริ่มแห้งกรอบแตกระแหงไปสู่ขี้ก้อนที่ใหม่ๆอุ่นๆและชุ่มชื้นกว่า… หลังจากนึกภาพตามแล้ว ผมถามนิดนึงว่าให้เอานิ้วไปจิ้มจะจิ้มไม๊… แน่นอนคำตอบคือไม่เด็ดขาด กูยอมตายดีกว่าจิ้มขี้ แต่ที่คุณไม่รู้คือ สิ่งสุดขยะแขยงนั้นคือสิ่งเดียวกันกับที่คุณจิ้มๆๆๆ บนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์โนตบุ๊คคุณทุกวัน หากคุณมองมันผ่านกล้องจุลทรรศน์

 

ไอ้ตัวในรูปนี้มันเป็นส่วนนึงของแบคทีเรียมากมายที่แอบอยู่ใน keyboard notebook คุณอย่าว่าแต่คุณเคยจิ้มมัน ผมเชื่อว่าคุณเคยกินมันเข้าไปด้วย เพราะมันสามารถกระโดดจากคีย์บอร์ดมายังนิ้วของคุณ และก็กระโดดมายังโดนัทที่คุณหยิบใส่ปากขณะที่กำลังตอบเมลล์หรือกำลังแชท ข่าวที่ผมจะเอามาเล่านี้ได้มาจาก Gary Noskin, MD, and colleagues at Chicago’s Northwestern Memorial Hospital แบคทีเรียที่เค้าเทสๆกันแล้วเจอมีอยู่สามตัว (จริงๆมีมากกว่านี้นะ) คือ vancomycin-resistant Enterococcus faecium (VRE), methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA), and Pseudomonas aeruginosa (PSAE) ซึ่งไอ้สามตัวนี้ถึงมันจะมีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป แต่ในกรณีที่คุณภูมิคุ้มกันต่ำไอ้พวกนี้ก็มีอันตรายได้ถึงชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ไอ้ตัว VRE มันอาจจะทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน สร้างปัญหาให้ระบบหมุนเวียนโลหิต หรือระบบขับถ่ายปัสสาวะ และไอ้ MRSA ก็สามารถสร้างปัญหากับผิวหนังของคุณได้อีก และที่หนักกว่านั้น คือเราไม่รู้ว่าจริงๆ เรามีตัวประหลาดบน keyboard มากกว่าไอ้สามตัวที่เค้าพูดถึงกันรึป่าว วิธีการป้องกันแบบง่ายๆคือ ล้างมือ ครับล้างมือให้บ่อยๆในวันที่นั่งทำงานหน้าคอม หรือไม่วันดีคืนดี ล้าง keyboard ซะอีกอย่างถ้าเป็น keyboard PC ล้างไม่ยาก แค่แงะปุ่มออกมาแล้วเป่าๆเอาฝุ่นออกหลังจากนั้นเช็ดด้วยแอลกอฮอลอีกหน่อย แต่ถ้าเป็น notebook อาจจะล้างด้วยวิธีนี้ยากนิดนึง การหาซื้อแผ่นยางที่เอามาครอบคีย์บอร์ดเอาไว้หรือหาเครื่องที่มี keyboard ที่สามารถป้องกันการเจริญเติบโตขอไวรัสได้ก็ดีครับ

ขอตัวไปล้างมือก่อนนะครับ

Categories