ช่วงนี้งานผมยุ่งมากๆ มากถึงขนาดว่าไม่มีเวลามารับรู้เรื่องบ้านเมือง ทั้งๆที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด หุ้นก็ไม่ได้ดู ไม่ได้ติดตามอะไรซักอย่าง จนเช้าวันนี้ปุ๊กบอกว่า เค้าประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว ประกอบกับพอมีเวลาว่างๆนิดนึง เลยเอาเวลางานมาตามข่าวซะหน่อย เห็นแล้วก็ปวดหัวครับ แต่ก็เข้าใจทั้งสองฝ่ายทั้งรัฐ ทั้ง พธม รัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ได้ดูดีเป็นชุด dream team แต่อย่างใด จริงๆดูจะออกแย่ๆด้วยซ้ำ แต่ถ้ามอง พธม ที่ทำอะไรรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนถึงขนาดบุกที่นู่นที่นี่ หรือขู่จะตัดน้ำตัดไฟ ผมเองก็นับถือความคิดทั้งสองฝ่ายและเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้ง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรุนแรงขนาดทำลายข้าวของหรือตีกัน จน S&P จะประความน่าเชื่อถือของประเทศเราเป็นลบ การลงทุนและการท่องเที่ยวเจ๊งสนิท…. ผมจึงลองคิดเล่นๆว่า ถ้าผมเป็นบริษัท agency ให้แกนนำ พธม ผมจะทำอะไรดีน๊า….

อันดับแกที่ผมจะทำ มันต้องสนุก มีไอเดีย และก็ไม่ชักนำไปสู่ความรุนแรง เช่น สร้างหนัง, ทำป้ายแนวๆ และสุดท้าย ผมต้องทำ Online activity ครับ อันแรก สร้างหนัง วิธีนี้เจ๋งมากๆพิสูจย์แล้วที่ USA โดยมีหนังสองเรื่องที่เป็นแนวๆนี้ เรื่องแรกคือ super size me เป็นเรื่องของผู้ชายคนนึงที่กินแต่ mac อย่างเดียวตลอด 1 เดือนแล้วเกือบเอาชีวิตไม่รอด หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ mac ต้องยกเลิกการขาย size ใหญ่โคตรพิเศษ หรือเรื่อง Fahrenheit 9/11ที่กัดลุงบุชได้แบบเจ็บปวด ถ้าเป็นของไทยตอนนี้ผมจะทำ หนังแนวสอบสวนตื่นเต้นๆแบบ the davinci code โดยมีพระเอกเป็นนักสืบเท่ๆแบบ เจมส์ บอน ผู้ที่ได้รับจ้างจากฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลให้เค้าไปสืบความเลวร้ายของรัฐบาล โดยการแทรกซึมตัวเข้าไปทำงานกับรัฐและต้องไปขุดคุ้ยจนตกหลุมรักกับผู้ช่วยคนสนิทของ รมต พอผ่านไประยะนึงเค้าโดนสงสัยและโดนตามล่า แต่เค้าไม่อาจถอนตัวได้เนื่องจากเค้าต้องปกป้องคนรักของเขา… นอกจากทำหนังแล้ว ป้ายโฆษณาหนังเป็นอีกอันที่ต้องทำต่อเนื่องกันไป โดยป้ายโฆษณาจะทำเป็นรูปภาพท่สื่อถึงเหตุการณ์ต่างๆเช่น CTX หรือเรื่องซุกภาษี แล้วตรงใต้รูปภาพมีช่องว่า เชื่อ หรือ ไม่เชื่อ โดยการโหวตให้เอาหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วมาแปะ นอกจากผู้โหวตจะได้อารมณ์สะใจแล้ว เรายังเก็บหมากฝรั่งพวกนั้นมาหลอมทำถุงยางช่วยลดโลกร้อนได้ด้วย…

Online Activity… ทำเว็บไซต์ของหนังเรื่องนี้ โดยในเว็บไซต์จะมีเกมส์ให้เล่นเป็นนักสืบโดยมีเบาะแสเริ่มต้นไว้ให้ในเว็บ และเราก็กระจายหลักฐานต่างๆไปบนเว็บไซต์ทั่วๆไป เช่นมีพนักงานคนนึงโพสคอมเม้นต์แบบนี้ไว้บน twitter, มีคนเอารูปหลักฐานไปโพสบน facebook, มีกระทู้บางกระทู้อยู่บน pantip, มีเมลล์ลึกลับไปถึงเมลล์เมลล์นึง แล้วแกล้งทำเป็นหลุด หรือมี clip น่าสงสัยบางอย่างอยู่บน youtube นักสืบทั้งหลายต้องใช้ tools ต่างๆบน internet เช่น search engine หรือ ใช้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์เล็กๆน้อยๆในการแคะแกะเกาข้อมูลต่างๆมาหาคำตอบ  หลังจากนี้เราก็ตั้ง community ของกลุ่มนักสืบ online ขึ้นมาเพื่อให้ร่วมหัวกันหาหลักฐานและวิเคราะห์คดี วิธีการเล่นแบบนี้น่าจะสร้างความตื่นเต้นได้มากพอสมควร เพราะก่อนหน้านี้เคยมีเว็บไซต์ how2hack ทำกิจกรรมลักษณะที่ ให้ลองแฮกเว็บไซต์โดยแบ่งเป็นระดับๆ ระดับแรกก็ง่าย ต่อไปก็ยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความผู้คนอยากรู้เค้าก็ไปโพสคุยกันตามที่นู่นที่นี่ว่าทำยังไง หรือบางคนที่เก่งๆก็คอยโพสคำใบ้ให้เพื่อนๆ นับเป็นการสร้าง viral ที่สนุกสนานใช้ได้ เพราะพฤติกรรมพวกเล่นเนตติดคอม มักจะอยากรู้อยากเห็นจัดๆ ยิ่งถ้ามีกลุ่ม community ของพวกอยากรู้อยากเห็นด้วยกันยิ่งหนักไปกันใหญ่

เนื่องจาก blog ตอนนึงก่อนหน้านี้ พี่ต๋อยเข้ามาเม้นว่าลองเขียนเรื่อง Client Efficacy Management ดูมั่งได้ไม๊ คำตอบว่าไม่ได้มันไม่มีอยู่แล้วสำหรับผม ดังนั้นผมจึงเริ่มคิดเรื่องนี้ระหว่างทางกลับบ้านทันที… ในขณะที่กำลังเดินลงสะพานลอยขั้นที่ 4 ก่อนถึงพื้น ผมก็พลันนึกคำพูดของพี่จูเนียร์ พี่เค้าพูดว่า “ถ้าเป็นเงินวี วีจะทำไม๊” ถูกเป๊ะครับพี่ ผมไม่ทำครับ เพราะผมมีวิธีการแนวๆกว่านั้น แบบใช้เงินน้อย ใช้แรงเยอะหน่อย แต่ผลลัพธ์ออกมาคุ้มค่ามากมาย มันคล้ายที่ในหนังสือ Guerrilla Marketing เขียนไว้แหละ บนสื่อออนไลน์มันก็มีวิธีทำแบบนั้น แต่ทำไม บ interactive agency อื่นๆไม่อยากทำ คำตอบง่ายๆ มันได้ตังน้อย ทำอะไรง่ายๆแพงๆ มันได้กำไรเยอะกว่า เช่น ซื้อสื่อ sanook.com ทำแค่แบนเนอร์ค่าสื่อเป็นล้านคิด Fee ไม่กี่ % ก็ได้ตังเยอะแยะ แล้วจาทำอารายยากๆทำม๊ายยยย ไม่ได้ตั้งใจจะว่า บ ไหนนะครับ อันนี้เอาประสบการณ์ตัวเองมาเล่า เพราะกี่ที่ๆเห็นเสนอแต่ให้ซื้อแบนเนอร์ๆ ไอ้ที่คิดกลยุทธ์มาเห็นอยู่ไม่กี่ที่เอง ดังนั้นการที่เราจะจัดการ Client เราให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผมคิดว่าความตรงไปตรงมาและวิธีคิดคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะของแบบนี้เราตั้งใจดี ทัศนะคติดี คนอื่นรับรู้ได้ สิ่งที่เราซึ่งเป็น agency ต้องคิด นอกจากงานครีเอทีฟดีๆ หรือ กลยุทธ์การใช้สื่อแจ๋วๆ เรายังต้องเอาใจเขาใส่ใจเรา คอยมองตัวเองว่าเรา จ้องจะเอาตังลูกค้ามากไปรึป่าว… จุดมุ่งหมายที่เราคิดเหมือนลูกค้ารึป่าว… คิดเยอะกว่าเค้ารึป่าว…

จ้องจะเอาตังลูกค้ามากไปรึป่าว ประเด็นนี้ผมไม่พูดลึกมากเพราะยกตัวอย่างเรื่องแบนเนอร์ไปตอนเกริ่นแล้ว แต่เชื่อเหอะว่าลูกค้าเค้าไม่ต้องพึ่งเรามากหรอกแค่เรื่องจ่ายเงิน ยิ่งมีเดียบนเว็บไซต์ยิ่งง่ายไปใหญ่

จุดมุ่งหมายที่เราคิดเหมือนลูกค้ารึป่าว ความต้องการแบบเบสิคของลูกค้า คือเค้าอยากขายของ ส่วนเราเป็น agency เราอยากขายไอเดีย ส่วนเป้าหมาย เค้าอยากได้ส่วนแบ่งตลาด เราเป็น agency เราอยากได้รางวัล Campaign ดีเด่น ใครจำ campaign ดีเด่นได้รางวัลชื่อยาวๆหลายรางวัล campaign ที่ผมว่าคือ campaign Wassup! เป็นของ บัดไวเซอร์ น่าจะช่วงราวๆปี 2000 ตอนนั้น campaign นี้ดังมากผู้บริหาร agency ที่ทำ campaign นี้ยิ้มหน้าบานแต่ผลลัพธ์เรื่องยอดขายกลับไม่บานตามไปด้วยแถมหุบอีกตะหาก แปลกไม๊ที่ campaign ดีๆ ไม่ช่วยยอดขาย

คิดเยอะกว่าเค้ารึป่าว อันนี้พูดสุดท้ายเพราะเป็นประเด็นใหญ่ การที่เค้าเลือกจ้างเราเพราะเค้าต้องเชื่อก่อนว่า เราเก่งกว่าเค้าในเรื่องนั้นๆ ดังนั้นเราต้องเก่งกว่าจริงๆ แนะนำเค้าได้จริงๆ

จริงๆแล้วประเด็นที่ผมคิดออกอาจจะไม่ได้ถูกต้อง หรือตรงเป๊ะมากมายเพราะประสบการณ์การเป็น Agency ยังน้อย (น้อยแต่อยากแบ่งปันมีเท่าไหนแบ่งเท่านั้น) แต่ลึกๆแล้วยังเชื่อว่า ไม่มีทฤษฏีไหนที่จะจัดการลูกค้า agency ได้หรอก เพราะ service มันไม่ได้เป็น service ตายตัวแบบร้านตัดผม ที่ตัดผมอย่างเดียว หรือ สวนสนุกที่ขายเวลาเล่นเครื่องเล่นอย่างเดียว ดังนั้น การเป็น agency ต้องมีใจเป็น agency เข้าใจลูกค้า พร้อมจะยืดหยุ่น และมีทัศนคติดี แล้วลูกค้าจะรักเราเอง…

คาถาลูกค้ารัก…
มีสายเข้ารับตลอดไม่ออดอิด
มีงานเข้าบ่น นิดๆแต่ทำไหว
มีงานด่วนทำ จนเช้าไม่เป็นไร
มีไอเดียดีๆให้ไม่ขาดตอน สาธุ

วันนี้ (วันที่ 29 สิงหาคม เวลาตีสอง) เป็นวันเกิดผมครับ แต่เรื่องที่แปลกคือ ผมคิดถึงพี่ก่อนนอนเลยลงมาเขียน blog ถึงพี่ครับ เมื่อวานนี้เราได้เข้าไปฟัง Starcom present media plan พร้อมกัน แล้วผมนั่งอยู่ข้างทีมของ starcom แบบง่วงๆงงๆ เพราะฟังเค้าวิเคราะห์สื่อทีวี วิทยุ แมกกาซีน แล้วไม่รู้เรื่องเลย จนผมมาตาสว่างสติกลับคืนตอนพูดถึงสื่อ Online หลังจากนั้นแปปนึง พี่พูดว่า “นี่แหละที่ยากที่สุด” ผมตื่นเต็มตากับประโยคนั้นของพี่จนเก็บมาคิดก่อนนอนวันนี้

ผมฟังพี่ปุ๊พูดแบบนั้นแล้วทำให้ผมคิดว่า นักการตลาดหลายๆคนต้องคิดเหมือนพี่แน่ๆ แต่ถ้ามองจากมุมของผม ผมว่า internet นี่แหละ เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายแสนง่ายครับ เพียงแค่มีบางมุมที่แตกต่าง ดังนี้ครับ

Internet ไม่เคยบังคับคุณดูโฆษณา banner ที่โผล่ๆมาทั้งหลายคุณสามารถบล็อคมันไปได้ หรือถึงไม่บล็อคผมก็เชื่อว่าตอนนี้หลายๆคนทำเหมือนมันโดนบล็อค ทั้งๆที่มันลอยอยู่แถวๆนั้น ต่างกับ TV ที่โฆษณามีผลมหาศาลเพราะบางครั้งเราเปิดทิ้งไว้ทำนู่นทำนี่ไปด้วยโฆษณามาก็ดูๆไป หรือไม่เรากลัวพลาดละครก็ทนดูโฆษณาไป ดังนั้นการทำการตลาดกับสื่อที่มีทางเลือกมหาศาลแบบนี้ ผมว่าเลิกคิดจะยัดเยียดแบนเนอร์ หรือทำอะไรที่ไปรบกวนลูกค้าอีกเลยครับ สิ่งที่ชาวเนตอยากได้จริงๆแล้ว แสนง่ายและตรงไปตรงมา เหมือนพูดกับเค้าไปตรงๆว่า “ผมอยากให้คุณสนใจสินค้าผม ผมจะทำอะไรให้คุณสนใจได้บ้าง” ถ้าเราอยากขายกล้อง ถามคนเล่นกล้องว่าอยากทำอะไร ถ้าเค้าตอบว่าอยากถ่ายรูปเราก็จัดให้เค้าไปเลยครับ เหมือนตอนผมทำ campaign Omnia ผมรู้ว่าคนเล่น PDA เค้าอยากทำนู่นทำนี่กับ PDA เค้าอยากหาโปรแกรมดีๆมาลอง และแชร์กันกับเพื่อนๆ ดังนั้นหาที่ให้เค้าได้แชร์ความรู้กันอย่างที่เค้าชอบ 43000 ผู้ชม (คนเข้าซ้ำนับเป็น 1)จึงได้มาไม่ยากในยี่สิบวันแรก นอกจากนี้ผมพนันได้ว่าต่อให้ campaign นี้จบลงเว็บนี้ก็ยังคงรักษาเรทคนเข้าประมาณนี้ได้อยู่ สรุปข้อแรก เรามองให้ทะลุถึงสิ่งที่เค้าอยากได้ แล้วจัดให้เค้าซะ เราไม่จำเป็นต้องหาวิธียัดเยียดโฆษณา ลูกค้าเค้ามาเองครับ

ใน Internet ลูกค้าหาคุณ ถ้าผมถามคุณว่า คุณจะเปิดร้านอาหาร อะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุด….. หลายคนคงคิดไปต่างๆนาๆ แต่สุดท้ายแล้วคือคนหิวครับ ถ้าไม่มีคนหิวเราคงเจ๊งในสามวัน เพราะฉะนั้นไม่มีสื่อไหนที่เข้าถึงคนหิวสินค้าของคุณได้เท่า Internet แล้ว ลองเปรียบเทียบคนที่ค้นหาคำว่า กล้องดิจิตอล ใน google นั่นแปลว่าเค้าหิวกล้องแล้วล่ะครับ แล้วยิ่งในไทย ใครหิวอะไรก็ไป google ดีไม่ดีเยอะกว่าไป MK ดังนั้นแล้ว Search Engine Marketing นี่แหละ Effect ดีที่สุด อันนี้คอนเฟิมโดยทีมออนไลน์ จาก Cheil HQ ที่ทำหน้าเหวอใส่ผมตอนผมบอกว่า Client ที่เราไม่ทำ SEM จริงๆแล้วผมอยากแชร์ประสบการเว่อร์ๆเรื่องคนรู้จักผมคนนึงทำเงินเดือนละล้านจากการทำ SEM แต่มันไม่ใช่ประเด็นที่จะพูดถึงในตอนนี้ เอาเป็นว่า ผมสรุปข้อสองก่อนว่า ถ้าการขายสำคัญที่คนซื้อ Internet นี่แหละสุดยอดเครื่องมือที่จะพาคุณไปถึงคนซื้อและปิดการขายอย่างง่ายดาย

ใน Internet คุณหาข้อมูล ถ้าเทียบกับทีวีสื่ออินเตอร์เน็ทมีบทบาทต่างไปอย่างชัดเจนตรงที่ ทีวีนำเสนอโฆษณาสวยๆ 30 วินาทีก็แพงขี้แตก แต่ในเว็บ เว็บนำเสนอแบบเป็น text หรือวีดีโอความละเอียดแย่ๆ แต่ไม่จำกัดเวลา ในทีวีข้อมูลสินค้าวิ่งไปหาคุณ แต่ในเน็ทคุณสเด็จมาอ่าน ดังนั้นผมจึง เห็นแล้วขัดใจมาหลายทีกับเว็บที่เอาแต่สวยงาม ดีไซน์เก๋ รูปภาพสวย คอมโพสดี ดีไซน์เนอร์นั่งชื่นชม แต่แล้วเสือกมีแต่รูปสวยๆไม่มีข้อมูลซะนี่ สุดท้ายเว็บที่คุณอุตส่าคลิกมาหาข้อมูล กลายเป็นเว็บที่พยายามดึงดูดความสนใจคุณเหมือนที่คุณโดนในหนังสือพิมพ์ ถ้าเจอเว็บแบบนี้เข้าคุณคงมองรูปสวยๆที่ดู in-line กับ billboard ที่คุณขับผ่านเมื่อเช้า แล้วถอนหายใจเบาๆพร้อมบ่นว่า “มันต่างอะไรกับ billboard เมื่อกี้วะ” นอกเหนือจากนั้นแล้ว ข้อมูลของสินค้าคุณในเว็บอื่นๆก็สำคัญ ไม่ใช่แค่ในเว็บคุณเพราะเวลาคนเล่นเนต เค้าอ่านไปทั่วแหละครับ ทั้งในเว็บสินค้าเอง เว็บบอร์ด เว็บ blog ของเพื่อนๆฝูงๆ หรือเว็บอะไรก็ได้ที่เจอจาก google ดังนั้นแล้ว ข้อมูลในนี้แหละครับ ที่ให้ไม่ได้ในสื่ออื่นที่เค้ามีเวลาจำกัด ดังนั้นใช่สื่อ internet เป็นสื่อที่สองที่ตอกย้ำความสนใจของคน และสร้าง royalty customer ดีกว่าจะมานั่งหาทางให้คนมาสนใจเราด้วย internet เพราะเค้าเข้าเว็บเราแล้ว เค้าสนใจเราแล้วววว ถ้าอ่านข้อนี้แล้วลองไปดูเว็บ Omnia.in.th หน้าแรกสวยเริด แต่คนเข้าแต่หน้าเว็บบอร์ดที่มีแต่ตัวหนังสือ ลองไปดู pantip cafe ที่คนเข้าตึมแต่ตัวหนังสือยุบยังกะหนอน

ข้อต่อไป ไว้ต่อตอนอื่นครับ ตอนนี้ง่วงแล้ว ราตรีสวัสดิ์
ปล ไม่ได้มีเจตนาจะแขวะพี่ปุ๊ แต่ประการใดแต่มันคิดถึงพี่จริงๆค้าบพี่น้องค้าบ

เรื่อง CEM จริงๆเป็นเหมือนภาคต่อของ CRM ที่ผมเองสนใจมานานพอสมควร จริงๆกะจะเล่าให้ฟังไปหลายทีแล้วแต่ลืมเรื่อยเลย จนกระทั่งเมื่อวาน ระหว่างที่เรากำลังเรียนเรื่อง Brand Guideline กับพี่ต๋อยกันอยู่ พี่แนงคนสวยก็บอกว่า “พี่ต๋อย การที่จะให้แบรนด์มันเป็นที่รักของคน ของมันต้องดีด้วยนะพี่ Samsung ของมันไม่ทนเลยอ่ะค่ะ” พี่ต๋อยก็ตอบว่า “พี่เข้าใจๆ” (อันนี้คือคำประจำของพี่ต๋อย) “แต่อะไรบางอย่างเราควบคุมไม่ได้ เราก็ทำส่วนของเราให้ดีที่สุด” ผมนั่งฟังแล้วตัดสินว่าทั้งสองคนถูกทั้งคู่ แต่ถ้าผมมอง Brand Samsung แบบสมมุติว่าผมเป็นลูกค้า ผมบอกได้คำเดียว Samsung ผิด นั่นแล ผมจึงได้คิดถึงเรื่อง CEM ขึ้นมา

 CEM หรือเต็มๆว่า Customer Experience Management แปลเป็นไทยก็คือการบริหารประสบการณ์ของลูกค้า หรือแปลไทยเป็นไทยอีกรอบก็คือ ทำให้เค้าประทับใจ และจดจำเราเป็นประสบการณ์ดีๆ บางคนบอกว่า เฮ้ย เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องมีทฤษฎีเลยนี่หว่า ผมก็คงไม่เถียงหรอกครับ ถ้าในองค์กรๆนึง สามารถมีพนักงานที่มีจิตใจรักการบริการและมีทัศนคติดีและคิดถึงลูกค้าตลอดเวลา 100% เพราะถ้าเป็นแบบนั้นได้จริงๆคำว่า CEM คงไม่จำเป็นต้องมี แต่ในโลกความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นนี่ครับ เราจึงต้องมีวิธีการบริหาร Touch Point ของลูกค้า

Touch Point ที่ว่านี่คือ จุดที่ลูกค้าได้มาสัมผัส เช่น PC ที่ยืนขายของหน้าร้าน, ทีม service ที่รับเคลมอุปกรณ์ที่มีปัญหา หรือ คนที่โดนสัมผัสบ่อยสุดก็คือ call center ซึ่งลองนับแล้วจริงๆ ประสบการณ์ที่ touch point เราจะสร้างให้ลูกค้ามีอยู่ไม่กี่อย่างและเราน่าจะคิดวิธีการบริหารปัญหาพวกนั้นได้ เช่น ปัญหาการรอ, ปัญหาการจบไม่สวย, ปัญหาบริการไม่ถูกใจ

ปัญหาการรอ… เป็นปัญหาปกติสำหรับงานบริการที่ลูกค้าต้องมารอบ้าง หน้าที่ของเราคือการทำให้การรอนั้นไม่น่าเบื่อ และไม่ขยักขย่อน เพราะมีงานวิจัยรับรองกันแล้วว่า การรอแบบขยักขย่อนทำให้อารมณ์เสียกว่าการรอนานๆในครั้งเดียวแต่พอถึงคิวแล้วไหลปรู๊ดๆ เช่น คุณจะขึ้นมอไซต์ไปปากซอยแต่ที่วินไม่มีรถ ยืนรอที่วิน 10 นาที มอไซต์มาคันนึง พอคุณก้าวขาจะขึ้นมอไซต์บอก เดี๋ยวขอวิ่งไปหยิบหมวก 3 นาที พอนั่งไปถึงปากซอยมอไซต์ไม่มีทอนขอวิ่งไปแลกเหรียญอีก 3 นาที ถ้าเทียบกับ คุณรอมอไซต์ 20 นาที แต่พอมาถึงปุ๊บรับปั๊บแล้วไปถึงแบบไม่มีอะไรตะกุกตะกัก แบบหลังจะสบายใจกว่า

ปัญหาการจบไม่สวย… นึกถึงการบริการทั่วไปลูกค้ามักจะเจอ touch point มากกว่าหนึ่งจุด ผมยกตัวอย่าง campaign เปิดตัว Omnia ของผม ลูกค้าจะเจอผมเป็น touch point ที่ 1 คือคุยกับผมในเว็บ เจอ PC หน้าร้านวันไปรับของเป็น touch point ที่สอง ถ้าผมคุยกับคนในเว็บดีแทบตาย แต่พอไปถึงเจอ PC หน้างอหน้าหงิก ทุกอย่างจะบรรลัยหมดในความรู้สึกลูกค้า จากงานวิจัย สรุปว่าเริ่มไม่สวยจบสวยจะดีกว่า เริ่มสวยจบไม่สวยครับ

ปัญหาบริการไม่ถูกใจ… ยกตัวอย่างเช่น คุณนั่งเครื่องบินแล้วแอร์คนสวยเอาอาหารมาให้ แต่รสชาติคล้ายเพดดีกรีรสตับแน่นอนว่าคุณจะต้องด่าแน่ๆ จากงานวิจัยอีกแล้ว เค้าว่ากันว่าการแก้ปัญหาเรื่องบริการไม่ถูกใจ เราแก้ได้โดยให้ทางเลือกเช่น แอร์คนสวยบอกคุณว่า จะรับข้าวหน้าเป็ด หรือ เป็ดหน้าข้าว ดีคะ แล้วถ้าคุณเลือกเอง ครั้งนี้ต่อให้ไม่อร่อย คุณจะไม่ด่าสายการบินแบบเต็มๆเพราะคุณเองมีส่วนเลือกด้วยนิดนึง

ผมมีเหตุการณ์นึงที่พิสูจย์ว่า แผนการตลาดที่สำเร็จสุดๆจริงๆ ไม่ได้มีผลแค่ลูกค้าทั่วไป แต่มีผลกับคนคิดด้วย.. http://www.Omnia.in.th หนึ่งในเว็บไซต์ที่เป็นไอเดียที่ผมขายให้ Samsung ในpart ของ online marketing ประสบผลสำเร็จแบบมหาศาลทั้งด้านยอดขาย และการดึงลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม นับเป็น Campaign ได้หน้าของผมและ บริษัท Cheil Communications อันนึง แต่ที่ผมคิดว่ามันได้ผลแรงสุดๆจริง มันเป็นเพราะว่า ไม่ใช่แค่คนทั่วไปอยากใช้ Omnia แต่ ผมกับปุ๊ก กลับกลายเป็นติด community ของ ชุมชนOmnia แถมยังหยอดกระปุกเก็บตังซื้อน้องออมกับเค้าด้วย นี่แหละพิสูจน์ได้ว่า แผนการตลาดที่ดีนอกจากคนทั่วไปแล้ว คนคิดก็ต้องตกหลุมด้วย 555 จริงๆอยากจะเอาสถิติของเว็บที่ทำมาโชว์ว่ามันสำเร็จแค่ไหน แต่ดูไม่เหมาะที่จะเอาความลับลูกค้ามาพูด แต่พอจะสรุปไอเดียเป็นข้อๆแบบมั่วๆตามประสาผมได้ตามนี้

1. ทฤษฎีจิตวิทยามวลชน ซึ่งจริงๆไม่น่าจะเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์แต่อย่างไร แต่หนึ่งประสบการณ์จากการทำเว็บ Cheerclub.net เว็บไซต์แฟนคลับน้องเชียร์ช่อง7 ทำให้ผมรู้ได้ว่าความชอบความต้องการของคนรอบข้างมีผลต่อตัวเราขนาดไหน เช่น การชอบดารา(ในที่นี้หมายถึงไอ้เชียร์)นอกจากการชอบดูน้องเค้าทางทีวีซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ไอ้การที่จะชอบถึงขนาดต้องกระเสือกกระสนไปดูไอ้เชียร์โชว์ตัวตามงานต่างๆคงไม่ถึงขนาดนั้น แต่การที่เราทำให้คนที่ชอบไอ้เชียร์มารวมกัน แล้วคนอื่นที่ชอบนิดหน่อยแต่บังเอิญแวบมาอ่านคนที่ชอบๆไอ้เชียร์คุยกัน จะเกิดปฎิกริยาเคมีบางอย่างในสมองและมีโอกาศที่จะเข้ามามีส่วนร่วมและยกระดับความชอบจากชอบดูเป็นหลงใหลได้ง่าย ผมตั้งชื่อให้ว่าปรากฏการณ์ Community effect ปรากฏการณ์นี้เราเคยเห็นกันหลายครั้งเช่น เพื่อนในห้องสมัยเรียนอ่านแฮรี่กันหมดทั้งๆที่ตอนนั้นผมชอบอ่านหนังสือของ Philip Cotler แต่ผมก็อยากอ่านแฮรี่ หรือคนที่เกลียดทักสินนิดหน่อย แต่ขอลองไปร่วมกับ พธม ซักครั้ง เค้าก็เข้าไปร่วมประท้วงอีกบ่อยๆ ดังนั้นพอสรุปได้ว่า Community effect มีผลกับความสนใจของคนในลักษณะยกระดับความรู้สึกได้

2. เลิกทำการตลาดแบบมองลูกค้าเป็นลูกค้าซักที สิ่งแรกที่ผมคิดคือนักการตลาดที่ต้องคิดแผน มันไม่ได้มีอะไรดีไปกว่า PC ที่ยืนขายของหน้าร้านเพราะสุดท้ายเราก็ทำเพื่อการขายเหมือนกัน การจะมาคิดกลยุทธ์ลึกซึ้งวุ่นวายมันไม่มีประโยชน์เพราะ คุณฉลาดแค่ไหนลูกค้าคุณก็ฉลาดไม่น้อยกว่าคุณหรอก ดังนั้นวิธีง่ายที่สุดคือ คิดซะว่าเค้าอยากได้อะไร รู้แล้วว่าเค้าอยากได้อะไรก็ทำให้เค้าซะเลย ทำกับเค้าเหมือนเค้าเป็นเพื่อนคุณ ถ้าคิดแค่จะขายเราก็ได้แค่ลูกค้า หรือบังคับเค้าซื้อเราก็ได้แค่ขาย เพราะฉะนั้นทำอะไรใจเขาใจเราดีกว่า ว่ากันไปตรงๆ “ผมอยากให้คุณซื้อ ผมทำอะไรให้คุณได้ผมจะทำ ผมช่วยอะไรคุณได้ผมจะช่วย” แค่นั้นเองง่ายๆ ถ้าใจคิดว่าลูกค้าคุณเป็นเพื่อนรับรองนอกจากลูกค้ารักคุณในฐานะเพื่อนแล้ว ลูกค้าจะรักแบรนด์ของคุณในฐานะแบรนด์ของเพื่อน ทฤษฏีนี้ของตั้งชื่อว่า “รักลูกค้านะจุ๊บๆ”

สุดท้ายก่อนจะกดดู TVC ของ Omnia กันผมอยากขอบคุณเพื่อนๆในเว็บ Omnia ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับ campaign ที่ผมคิด และมอบความไว้วางใจให้ผม ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากว่าผมเป็นหนึ่งใน Omnia คลับและกำลังจะมี Omnia แต่ผมรอราคาพนักงาน 555 หลังจากวันนี้ผมสัญญากับเพื่อนๆ Omnia club เลยว่าถึง Samsung จะเลิกสนับสนุนผมใน campaign เปิดตัว ผมก็จะไม่ให้สังคม Omnia ของผมหายไปไหนแน่นอน หรือพูดง่ายๆว่า กูออกตังเองก็ไม่ง้ออออ….

วันแม่นี้กะจะพาแม่ไปดูหนังเรื่อง หนึ่งใจเดียวกัน ซะหน่อยแต่แม่ก็ไม่ว่างซะนี่ ทำงานออกตรวจสุขภาพพวกคนขับรถสาธารณะ วันนี้เลยหงอยอยู่บ้านคนเดียว เลยคิดเองว่าคนมีงานทำยุ่งๆก็ดีอย่างนี้เองล่ะเนอะ คงไม่มีเวลามาคิดฟุ้งซ่านดี

เมื่อวานอาการที่เกิดจากการไปผ่าฟันคุดมากำเริบ แก้มโย๊ไปข้างนึง แม่บอกอยากถ่ายรูปไว้ ตลกดี แต่เราไม่ตลกด้วยหรอก กินไรแทบจะไม่ได้ อ้าปากไม่ได้ แต่ยังซ่าออกไปซื้อของกับแม่ที่คาร์ฟูได้

วันนี้ทั้งที่ฝนตกทั้งวัน อากาศข้างนอกเย็นชื่นใจแต่ภายในใจของเรากลับรุ่มร้อน คิดวนไปวนมา สงสารตัวเอง สงสารคนอื่น

เมื่อคืนเสียใจกับใครบางคน ที่เราอาจจะไม่เข้าใจกัน เข้าใจว่าหวังดี แต่ในใจก็งงกับตัวเองเหลือเกิน อนาคตระหว่างเรามันอยู่ที่ไหน คำพูดแรงๆของเค้าทำให้รู้ว่าเราเป็นอะไรในสายตาเค้า ไม่เข้าใจว่าใครคนนึงหวังอะไรจากเราได้มากขนาดนี้เลยเหรอ คำว่ารอหน่อย ไม่รู้จักเลยเหรอไง ไม่เชื่อใจกันเหรอไง

เมื่อคืนฟังเค้าอย่างเงียบๆ เรื่องเดิมๆ ไม่รู้จะเถียงอะไร จะพูดอะไร สมองมัน blank ไปหมด เหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรหลังจากนั้น และหลับไปเพราะฤทธิ์ยา และตื่นขึ้นมาเป็นระยะ นอนคิดอะไรไปเรื่อย ปวดตุ้บๆที่แผลฟันคุด และปวดกระตุกๆที่หัวใจ ไม่รู้เพราะอะไร คงจะใกล้ตายแล้วมั้ง(หัวใจ)

เคยสอนเพื่อนๆที่ไม่สบายใจโดนแฟนทิ้ง โดนเพื่อนโกรธ โดนคนดูถูก โดนเพื่อนที่ทำงานแทงหลัง โดนนู่นนี่มาสารพัด ผมก็ได้แต่บอกทุกคนไปว่า อย่าไปคิดมาก “คนอื่นเป็นยังไงช่างเค้า เราดีก็แล้วกัน” หนึ่งในคำพูดติดปากเวลาให้คำปรึกษาคนอื่น พอมาถึงวันนี้ กลับต้องมานั่งพูดกับตัวเองแบบนี้ แล้วก็นอนไม่หลับเครียดคิดวกวนไปมาอยู่ได้ แถมมีอาการปวดต้นคอเอียงๆไปท้ายทอยอีก อาการหนักซะแล้วเรา คนอื่นเป็นยังไงช่างเค้า เราดีก็แล้วกัน วีเข้าใจไม๊

วันนี้เหมือนคนบ้าเลย ผมจะไม่ลืมความรู้สึกวันนี้ไปชั่วชีวิต
อยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก
อยากทำลายข้าวของ
อยากชกกำแพง อยากเอาหัวโขกกำแพง
อยากด่าคำหยาบคาย
อยากตะโกนดังๆ
อยากทุบโทรศัพท์มือถือ

  ข่าวน่าสลดตามหน้าหนังสือพิมข่าวนี้ ใครได้อ่านเป็นต้องช็อค ที่น้องคนก่อเหตุบอกว่าทำไปตามเกม GTA เห็นในเกมมันทำดูเหมือนง่ายดีก็เลยทำมั่ง สื่อต่างๆก็เล่นประเด็นนี้โดยการพาดหัวเรื่องเกมนี้กันทุกสื่อ คนที่ไม่รู้จักเกมนี้หรือไม่ค่อยรู้เรื่องคอมก็สรุปไปเลยว่า เกมนี้แหละตัวต้นเหตุ

พลาดหัวข่าวจาก Manager
 ปัญหาสังคม! เด็ก ม.6 โรงเรียนดัง เลียนแบบเกมออนไลน์ “GTA” ลวงโชเฟอร์แท็กซี่มาฆ่าชิงทรัพย์ ตร.จับได้ทันควัน หลังก่อเหตุพยายามขับรถแท็กซี่หลบหนี แต่ขับไม่เป็น เจ้าตัวสารภาพหมดเปลือก ต้องการเงินใช้ เห็นในเกมคิดว่าทำง่าย เตรียมซื้อมีด ดูลาดเลาสถานที่ก่อเหตุไว้พร้อม ยันหวังแค่ชิงทรัพย์ไม่คิดฆ่า แต่ผู้ตายขัดขืน

บริษัทต่างๆทุกบริษัทไม่ใช่แค่บริษัทเกี่ยวกับ IT ย่อมรู้ดีถึงคำว่า Innovation อยู่แล้ว เพราะสิ่งนี่แหละทำให้ทุกคนยังคงอยู่กันได้ ยังดำเนินธุรกิจกันได้ ข่าวล่าสุดที่ได้ยินมาและชอบมากก็คือ Innovation ของ บริษัท ปณ ไทย ที่คิดว่า บ นี้ควรจะตายสนิทไปตั้งแต่เราใช้ E-mail กัน แต่ที่ไหนได้วันนี้กลับออก service ใหม่ที่น่าสนใจคือ การทำให้เราได้กินอาหารจากทุกภูมิภาค ทุกจังหวัดที่เราอยากกิน เชื่อเค้าเลยนะครับ วันนี้เราอยากกินโรตีกรอบจากปัตตานี บ ปณ ไทยจะจัดให้เราได้กิน สิ่งที่ ปณ ทำในวันนี้ ถ้าย้อนไปอีกซักสิบปีคงไม่มีใครคิดออก เพราะตอนนั้นความต้องการของลูกค้ายังอยู่ในกรอบที่จำกัด เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ รถยนต์ก็เช่นกันเมื่อก่อนรถวิ่งได้ก็ดีถมไปแล้ว ใครจะคิดว่ารถยนต์มันจะกลายมาเป็นสุดยอดเทนโนโลยีแบบนี้ แต่นั่นแหละ คือหน้าที่ของสุดยอดผู้ผลิต ที่ต้องมองหาความต้องการลึกๆที่แอบแฝงอยู่ หรือ สร้างความต้องการใหม่ๆแล้วทำให้มันเป็นความจริงซะ หลังจากทำได้แล้ว ก็ทำมันอีกซะ… Innovation ๆๆๆ ผมก็ต้อง Innovation ผมเองด้วยแล้วล่ะ

ช่วงนี้ผมเจอเรื่องเครียดๆในชีวิตหลายเรื่องเลย เซ็งๆก็ไม่ได้อัพบล็อคให้อ่านกันอีก พอเจอเรื่องเครียดๆเราก็พาลจะหมดไฟไปตามประสา แต่ทว่าเราจำเป็นต้องหาทางเติมไฟให้ตัวเองตลอดเวลาให้ได้ ชีวิตที่อยู่แบบหมดไฟยิ่งนานยิ่งเสื่อม ยิ่งเสียเวลาดังนั้น การเติมไฟให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเติมด้วยถ่าน เติมด้วยเบนซิน 95 หรือ NGV ก็แล้วแต่ เอาเป็นว่าเราต้องหาวิธีเติม

Categories