Posted by we | Posted in Feeling | Posted on 09-01-2011
เมื่อกี้นี้ผมดูหนังเรื่อง grey’s anatomy season 6 ไปตอนนึง ตอนจบพระเอกพูดว่า ตัวตนของเรามันเกิดจาดทางเลือกของเรา ฟังแล้วรู้สึกสะดุดขึ้นมานิดหน่อยเพราะจริงๆแล้ววันนึงเราเลือกอะไรมากมายทั้งเรื่องใหญ่ๆหรือเรื่องเล็กๆน้อย แต่ในความเป็นจริงหลายครั้งเราเลือกทำอะไรลงไปโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีพอ และหลายครั้งเราตัดสินใจไปโดยสัญชาติญาณหรือที่บางคนเรียกนิสัย บางคนก็เรียกสันดาน แต่ที่แน่ๆวันๆนึงการตัดสินใจส่วนมากของเรามันก็เป็นไปตามไอ้นิสัยหรือสันดานนี้ด้วย
ก่อนจะว่าต่อไปขอยกเรื่องการทำงานของสมองนิดนึง จริงๆเราใช้ประโยชน์จากสมองเราทั้งหมดได้แค่ไม่กี่ % เพราะส่วนของจิตใต้สำนึกเราไม่สามารถควบคุมมันได้แต่กลับมีอำนาจมหาศาล ส่วนของจิตใต้สำนึกนี้เรามีมันไว้เพื่อเอาตัวรอด แต่แค่เอาตัวรอดนะครับไม่ได้เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยจิตใต้สำนึกนี้จะไปประมวลผลแบบอัตโนมัติจากประสบการณ์ ความรู้สึก ข้อมูลต่างๆในอดีต เพื่อให้เรารอดพ้นจากสถานการณ์นั้นๆไป เช่น หากตอนเด็กๆเคยโดนหมากัด โตมาพอเห็นหมาวิ่งเข้ามาหาก็จะโดดหลบโดยอัตโนมัติแม้มันจะวิ่งกระดิกหางและกำลังจะมาโดดกอดก็ตาม ซึ่งถ้าเป็นเคสหมาน้อยแบบนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่บางครั้งจิตใต้สำนึกอาจจะพาเราให้ตัดสินใจเรื่องอื่นๆพลาดไป เช่น เจ้านายกำลังมอบหมายหน้าที่สำคัญที่จะทำให้ชีวิตการงานรุ่งโรจน์ให้ แต่จิตใต้สำนึกที่จดจำความรู้สึกตอนที่ต้องทำงานหนักในอดีตได้แม่นยำและประมวลลอย่างรวดเร็วพร้อมตอบออกมาว่า ควรปฏิเสธ ผลลัพธ์คือเราแสดงอาการไม่มั่นใจออกมาและเฉยเมยกับโอกาสนั้น และอาจต้องมานั่งเสียดายทีหลัง หรือคุณกำลังเดทกับผู้ชายที่แสนดีมากคนนึง แต่เค้ามีความคิดอะไรบางอย่างคล้ายแฟนเก่าที่ทิ้งคุณไป จิตใต้สำนึกจะประมวลผลอย่างรวดเร็วว่า คนนี้ก็ไม่ดีถ้าคุณปล่อยให้ความรู้สึกนั้นนำคุณไป เดทของคุณวันนั้นคงจบไม่สวยแน่
วิธีเดียวที่เราจะต่อกรกับจิตใต้สำนึกเรานั้น อาวุธคือ สติ ที่เราควรรู้ตัวว่าความคิดอะไรมันอยู่ในหัวเราตอนนี้และมันจะเป็นสิ่งที่ตัวเราตอนนี้ต้องการ หรือนิสัยเราในอดีตต้องการ ก่อนจะตัดสินใจลงไป แล้วเราจะได้ไม่ต้องมาเสียดายกับการเลือก และเมื่อเลือกแต่สิ่งดีๆ นิสัย หรือ สันดานเรา ก็จะดีตามไปด้วยนะครับ
Posted by we | Posted in Usual Day | Posted on 05-01-2011
สวัสดีปีใหม่กับการกลับมาเขียน Blog อีกครั้งนะฮ๊าฟฟฟ!
ตามสูตรแล้วเวลาปีใหม่มาเราจะยึดเอาช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เราจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ซึ่งเราก็จะทำได้อยู่ประมาณ 1-2 เดือนแล้วก็ลืม โดยสิ่งที่ตั้งใจกันก็มักจะมีสูตรตายตัวอยู่ที่ทุกคนจะเริ่ม เช่น เริ่มลดความอ้วน เริ่มอ่านหนังสือ เริ่มเรียนภาษา เริ่มดูแลตัวเอง หรือเลิกบุหรี่ เลิกกินเหล้า เลิกกับแฟนเก่า นู่นนั่นนี้ แล้วมันก็จะแป๊กๆกัน ดังนั้นแล้ว ปีนี้ผมว่าจะเริ่มด้วยการมองย้อนไปปีที่แล้วซักหน่อยน่าจะดีกว่าจะได้ไม่ต้องมาแป๊กโชว์ใน Blog เผื่อโม้ไปแล้วทำไม่ได้
ปี 2010 ที่ผ่านมา เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงโคตรๆของผม นับเรื่องใหญ่ๆได้ดังนี้
1. เปลี่ยนใจใช้ MAC
เรื่องนี้เหมือนกลืนน้ำลายตัวเองเฮือกใหญ่ เพราะเมื่อก่อนเคยบอกคนอื่นว่า MAC แม่งแพงไม่เข้าเรื่อง PC ราคาพอๆกันได้ของดีกว่าเป็นไหนๆ แค่ไม่มีไวรัสแค่นี้ อย่าไปกดเว็บโป๊บ่อยๆก็ไม่โดนไวรัสแล้วจะอะไรกันนักหนา แค่ใช้แล้วเท่ห์ดีก็เท่านั้นเองวะ แล้วสุดท้ายตัวเองก็ไปซื้อมาใช้เพราะความเท่ห์นั่นเอง ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าอุปกรณ์ที่ดีเวลาไป present งานให้ลูกค้ามันช่วยให้เราดูดีกว่าเดิมได้เยอะอยู่เหมือนกัน
2. เปลี่ยนจากขับรถมาขับมอไซต์
ข้อนี้เป็นอีกข้อนึงที่เปลี่ยนแล้วรู้สึกโดนใจมากมาย จากที่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแต่ที่ทำงานเดิมก็มีรถไฟฟ้าผ่าน บ้านก็เสือกติดรถไฟฟ้าอีก แถมตอนเช้าๆสาวๆมหาลัยแน่นเต็มคันไปหมด อะไรๆมันก็เป็นใจให้นั่งรถไฟฟ้าเลยไม่ได้มีโอกาสขี่มอเตอร์ไซต์ซักที ต้องยอมทนดูดีขับรถเก๋งบ้าง นั่งรถไฟฟ้าบ้าง พอมาวันนี้ย้ายออฟฟิตมาแถวที่ไม่มีรถไฟฟ้าผ่านแถมไม่ไกลจนเกินไป เลยได้โอกาสเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไซต์เต็มตัว ตอนนี้ติดมอเตอร์ไซต์มากจนโดนล้อว่าผู้บริหารบริษัทนี้ขี่มอเตอร์ไซต์ ลูกน้องเอาไปเล่าให้แม่ฟัง แม่น้องเค้าบอกบริษัทนี้จะมั่นคงเหรอ… แต่ไม่แคร์อยู่แล้วอะไรมีความสุขก็จะทำ ก็แบบว่า ชอบขี่มอไซต์เพราะลมเย็นปะทะหน้า ชอบเธอสบตาเพราะลมเสน่หาปะทะใจ
3. เปลี่ยนใจมาใช้ BB
BB เป็นอะไรอีกอย่างที่เคยบอกว่าไม่ชอบๆ แต่ในช่วงที่นั่งรถไฟฟ้าบ่อยๆได้ประจักษ์ว่า สาวสวยกว่า 80% ใช้ BB เอาจนสงสัยว่าพวกเค้าสวยก่อนใช้ BB หรือพอใช้ BB แล้วค่อยสวย ประกอบกับ Players ทั้งหลายก็ใช้ BB เป็นส่วนใหญ่ (และสาวๆ Players ก็สวยด้วย) เราก็อดไม่ได้ที่จะขอใช้ด้วย ทุกวันนี้ไม่ถึงขั้นติด BB แต่ก็ชอบใช้นะ
4. เปลี่ยนมาทำงานด้าน Advertising เต็มตัว
ปี 2010 เป็นปีที่เปลี่ยนสายงานแบบเต็มตัว จริงๆเหมือนจะเปลี่ยนตั้งแต่ปลายปี 2008 แล้วแหละ แต่อยากบอกอีก และอยากขอบคุณ พี่ต๋อย พี่เจสัน พี่ปุ่น ทุกๆคนที่ Cheil และ Samsung ที่ให้โอกาสโปรแกรมเมอร์ที่ชอบการตลาดคนนี้ได้เข้ามาลองทำงาน โฆษณา การตลาด ถ้าไม่มีพวกพี่ๆ วันนี้ไม่มีผมแน่นอน บุญคุณนี้ไม่มีวันลืมหากวันใดผมสามารถรับใช้พวกพี่ๆได้ ผมและบริษัท Play Digital ยินดีที่จะทำงานให้อย่างสุดความสามารถและเรียกเก็บเงินอย่างเต็มที่เช่นกัน
5. เริ่มเล่น Ukulele
เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ผมได้ค้นพบว่าไอ้เครื่องดนตรีชิ้นเล็กน่ารักชิ้นนี้มันโคตรสนุกเลยเล่นขำๆร้องเพลงกับเพื่อนๆเฮฮาๆ อาจจะเล่นอะไรไม่ได้มากเหมือนกีต้าร์ แต่สนุกอยู่ไม่น้อยเลย
6. เปลี่ยนมาเป็น Player
และท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตคือ การเปิดบริษัท Play Digital และการได้มาเป็นหนึ่งใน บรรดา Players หลังจากที่เริ่มอิ่มตัวกับการทำงานประจำ และการมีเงินเดือนกินไปเรื่อยๆไม่ใช่คำตอบอีกต่อไปแล้ว วันนี้สิ่งที่มีความสุขมากที่สุดคือ การมีที่ที่รวบรวมคนแบบที่ตัวเองชอบ มีบรรยากาศการทำงานแบบที่ตัวเองชอบ และทุกคนมีอุดมการณ์ร่วมกัน ผ่านมาเกือบๆปีที่ได้เห็นพี่ๆน้องๆทุ่มเทและสร้างงานดีๆ เหนื่อยด้วยกัน ผลักดันบริษัทนี้ไปด้วยกัน ช่างเป็นความรู้สึกที่บรรยายออกมาเป็นภาษาคนไม่ได้ วันนี้บอกได้เต็มปากว่าที่ Play Digital ผมช่างรู้สึกเหมือนเป็นอีกครอบครัวที่อบอุ่น และภูมิใจในตัวพี่ๆน้องๆของผมจริงๆ
ปี 2011 ปีนี้หลายๆอย่างอาจจะเปลี่ยนไป ผมอาจจะเลิกใช้ MAC กลับไปใช้พิมพ์ดีด เลิกขี่มอไซต์ไปขี่เกวียน เปลี่ยนจาก BB เป็นส่งโทรเลข เลิกเล่น Ukulele ไปเล่นจะเข้ แต่ผมจะไม่มีวันเลิกเป็น Player และจะไม่มีวันทิ้งครอบครัวนี้ไปไหนเลย รัก Play Digital และ Players ทุกคนครับ
Posted by we | Posted in Website | Posted on 31-07-2009
เชื่อผมไม๊ครับว่าคนไทยใจบุญ คนไทยเราเป็นชนชาติที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สูงโดย DNA ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายครับ เพียงแต่ว่าสังคมไทยเราทุกวันนี้ เราเจริญตามแบบตะวันตกมากผู้คนในสังคมไทยก็เริ่มมีชีวิตเร่งรีบขึ้นทุกวัน ความกดดันก็มากขึ้น เวลาที่เราจะได้แสดงน้ำใจกันก็ลดลงทุกวันและถูกแทนที่ด้วยการดิ้นรนเอาตัวรอดทั้งในเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องนู่นนี่มากมายที่เปลี่ยนไปในสังคมไทยในชีวิตคนไทย แต่สิ่งนึงที่ยังคงเหมือนเดิมมีสองอย่าง.. คือการทำบุญด้วยวิธีเดิมๆ ไปวัด ไปบ้านเด็กกำพร้า และที่สำคัญ DNA เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยังคงอยู่ในสายเลือดพวกเรา…
จนกระทั่ง วันที่ 29 สิงหาคม ปีที่แล้ว… ผมไปทำบุญวันเกิดตัวเองที่บ้านเด็กกำพร้า แถวอ่างทอง ซื้อขนมและของเล่นไปแจกเด็กๆเพียบ ความรู้สึกสบายใจและความสำนึกในมูลค่าของเงินเต็มเปี่ยมหลังจากทำบุญ วันต่อมาที่มาทำงานผมไม่กล้ากิน starbuck ด้วยความรู้สึกว่า “กาแฟกูแก้วละ 90 เลยเหรอวะ ถ้าเอาไปให้เด็กๆที่บ้านเด็กกำพร้า เค้าเอาไปซื้ออะไรได้เยอะแยะ” แต่สิ่งที่แย่คือนิสัยการกินกาแฟไฮโซหายไปเพียงแค่สามสี่วันหลังจากไปทำบุญ และหลังจากนั้นการเดินถือ Grand Americano เข้ามาทำงานก็กลับมาเป็นเรื่องปกติ ครั้นจะกลับไปหาน้องๆที่บ้านเด็กกำพร้าอีกก็ไม่ว่างเท่าไหร่ต้องรอโอกาสพิเศษอีก ถ้ารู้แบบนี้ รู้ว่าต้องคอยกระตุ้น DNA ใจบุญของตัวเองด้วยการไปบ้านเด็กกำพร้า แล้วทำไม ไม่ทำให้ทุกๆวันมันเป็นโอกาสพิเศษในการช่วยเหลือคนอื่นเพื่อจะได้กระตุ้น DNA ใจบุญได้ง่ายๆทุกวัน ให้ทำได้ง่ายๆตามติดได้ตลอด ได้เพื่อนใหม่ๆจากการทำบุญ แถมยังทันสมัยสนุกสนาน… Internet จึงเป็นช่องทางที่เหมาะสมที่สุดที่จะตอบโจทย์นี้ของผม (จริงๆเป็นนักการตลาดออนไลน์ คิดช่องทางอื่นไม่ออกอยู่แล้ว) จึงเป็นที่มาของ Million Pixel of Love เว็บไซต์ทำบุญสมัยใหม่ตอบโจทย์วัยรุ่นที่ชอบอยู่ในสังคมออนไลน์ และไม่ได้มีเวลามากมายไปทำบุญที่วัด หรือที่บ้านเด็กกำพร้า แถมยังได้ตามติดการช่วยเหลือเหมือนได้ตามทีมงานไปลงพื้นที่เอง รายละเอียดไม่พูดมาก ดูเองเลย http://pixeloflove.worldvision.or.th
แล้วการทำบุญ Online ในครั้งนี้จะพิสูจน์ว่า จริงๆแล้วคนไทยใจบุญและชอบช่วยเหลือคนอื่น เพียงแต่เราต้องมีช่องทางที่ตอบโจทย์เท่านั้นเอง ช่วยผมให้ความฝันผมเป็นจริงหน่อยนะครับ ช่วยพิสูจน์ให้โลกนี้รู้ว่าวัยรุ่นไทยใจบุญ ไม่แพ้คนแก่สมัยก่อน
Posted by we | Posted in Usual Day | Posted on 22-03-2009
วันนี้ผมกลับเข้าบ้านมาห้าทุ่มกว่า รีบอาบน้ำและมาเขียน Blog ทันทีเพราะกลัวลืมความรู้สึกดีๆหลังจากที่ออกจากร้านอาหารโอฮาโย Blog ตอนนี้เป็นตอนที่สองต่อจาก Case Study โฮฮาโย…เกิดเพราะเน็ต ที่ต้องมีภาคต่อขนาดนี้เพราะร้านนี้เกินคาดจริงๆ จากตอนแรกมีความคิดว่าต้องไปกินให้ได้เพราะเป็นร้านที่เกิดขึ้นมาได้ด้วย Online Marketing ล้วนๆ แต่พอไปถึงจริงๆบรรยากาศร้านน่ารักๆและพี่ตู่กับลูกสาวที่ดูน่ารักและเป็นกันเองก็บริการอย่างดีเยี่ยม (ลูกพี่ตู่พึ่งตื่นนอนลงมาเล่นกับพวกเราแบบสะลึมสะลือ) และที่สำคัญ ราคาช่างถูกชนิดเกินคาด สั่งกันแบบสารพัดจะสั่งคิดเงินออกมาแค่ 450 บาท เสียดายมากที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะตอนไปถึงหิวเกินกินแหลกถ่ายไม่ทัน ก่อนที่จะเล่าเรื่องยาวเรื่องของกินมากเกินไปแล้วจะผิดแนวเป็นบล็อคโฆษณา ขอเข้าเรื่องวิเคราะห์เรื่อง Online Marketing เลยดีกว่า
วันนี้จากการได้คุยกับพี่ตู่อยู่พักใหญ่ๆ ผมรู้สึกได้ทันทีว่าอีกอีกจุดเริ่มต้นของการเกิด Online Marketing ของร้านนี้เกิดมาจากตัวพี่ตู่เองนั่นแหละ เพราะพี่เค้าเป็นคนคุยสนุกมีแนวคิดและเปิดเผยมากๆ ไม่แปลกเลยที่คนทั่วไปที่ได้เจอพี่ตู่จะรู้สึกถึงความเป็นกันเองและพูดถึงร้านโอฮาโยในเน็ต แต่อย่างที่เค้าพูดกันว่าในเว็บไซต์ทุกคนเป็นนักโฆษณา (Everyone can be advertiser) เพราะทุกข้อความที่โพสใน Pantip หรือในบล็อคส่วนตัวใน HI5 ที่ไหนก็แล้วแต่ ล้วนถึงสายตาผู้คนจำนวนมาก นอกจากนั้นยังช่วยให้ชื่อร้าน โอฮาโย เข้าไปติดอันดับใน Google ได้ไม่ยาก และด้วยบุคลิกน่ารักในสไตล์เป็นกันเองของพี่ตู่นี่เอง (เหมือนสาวๆสายเดี๋ยวกางเกงขาสั้นที่ทำ HI5 แล้วดังๆ) ทำให้คนที่ได้มาชิมอาหารในร้านกลายไปเป็นนักการตลาดให้ร้านเค้าได้ไม่ยาก หลังจากกินเสร็จผมรับปากว่าจะช่วยพี่ตู่เรื่องการตลาดออนไลน์โดยจะช่วยดูเรื่อง Blog หรืออะไรเล็กๆน้อยๆที่ช่วยกันได้ แต่ลึกๆเชื่อเหลือเกินว่าคำแนะนำผมมันคงช่วยได้ไม่เท่าไหร่ แต่สิ่งที่มันจะทำให้พี่ตู่ไปได้สวยคงเป็นตัวตนในแบบของเค้าเองมากกว่า ขอให้ร้านโอฮาโยและพี่ตู่พี่โยเจริญๆครับ
PS: ไม่มีรูปอาหารให้ดู ตอนไปถึงผมหิว ^ ^
Posted by we | Posted in Usual Day | Posted on 15-02-2009
ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเราเริ่มบูมมานานมากแล้ว ตั้งแต่ช่วงบุคเบิกโดยโออิชิและร้านอื่นๆก็ผุดตามมาราวกับดอกเห็ดแต่ทั้งหมดยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนมีอันจะกินเท่านั้นจนตอนนี้กระแสอาหารญี่ปุ่นแรงต่อเนื่องจนเราสามารถหาซูชิชิ้นละ 5 บาทในตลาดนัดได้ทั่วไป โอฮาโย เป็นร้านนึงที่วาง Price Positioning ได้งดงามไม่ถึงกับว่าชิ้นละสิบบาทแต่ก็ไม่แพงถึงขนาดว่าคนจนกินไม่ไหว และที่สำคัญคือ ใจรักในการทำอาหารของเจ้าของร้านสามีภรรยา (ไม่เคยไปกินเอง อ่านที่คนอื่นโพสมาเลยไม่อยากลง detail มาก) แต่ที่ผมเขียนถึงร้านนี้ในวันนี้เพราะร้านนี้เรียกได้ว่า เกิดจากเน็ต…
ก่อนจะวิเคราะห์เรื่องว่าร้านโอฮาโย ดังเพราะ Online Marketing ยังไง ผมต้องขอบอกก่อนเลยครับว่า ถ้าอาหารไม่อร่อยบริการไม่ดี ทำการตลาดด้วยวิธีไหนก็ไม่ได้เกิด แต่ครั้งนี้ Online Marketing ของร้านโอฮาโยเกิดเองโดยไม่ได้ทำ!!!! ผมขอยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆเพราะเจ้าของร้านนี้เป็นเพื่อนพี่อุ๋ย ผมรู้จากพี่อุ๋ยมาว่าเค้าเองก็งงไม่แพ้กันกับการเกิดกระแสเกี่ยวกับร้านเค้าในโลกออนไลน์ขนาดนี้ นี่แหละครับพลังของ WEB2.0 ด้วย Concept ที่ว่า Everyone can be advertiser พลังที่ทำให้โลกการแข่งขันทางธุรกิจมันแบนลง พลังที่ทำให้ร้านเล็กๆอยู่ในหลืบๆแบบร้านนี้คนเข้าไปกินกันหนาแน่น และทั้งหมดที่เกิด “ไม่ต้องเสียตัง”
โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ถ้าไม่เสียตังแล้วเสียอะไรครับ “เสียแรงครับ” เสียแรงทำอาหารให้อร่อย บริการให้ดี รักษาคุณภาพตรงนั้นไว้ หลังจากนั้นคนแรกที่โพสลงไปใน Pantip เกี่ยวกับร้านคุณ เค้าเป็นนักการตลาดให้คุณแล้ว หลังจากนั้นคุณมีหน้าที่ออกแรงรักษาคุณภาพไว้รอคนต่อไป คนอื่นๆก็พร้อมจะโพสอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆนานๆไปคุณไปโพสขอบคุณคนในเว็บบ้างที่มากินร้านคุณ ถามเค้ากลับไปนิดนึงว่าอยากให้ปรับปรุงอะไรไม๊ ถ้าเค้าแนะนำอะไรแล้วก็กลับไปโพสคุยกับเค้าหน่อย ที่ผมเขียนมายังไม่มีตรงไหนต้องเสียตังเลยใช่ไม๊ครับ ง่ายด้วยใช่ไม๊ครับ จริงๆผมมีอีกหลายอย่างที่อยากให้โอฮาโยเดินหน้าต่อเรื่อง Online Marketing เดี๋ยวรอผมได้ไปกินก่อนผมจะขอไปนั่งเล่าให้ฟังนะครับพี่…. ความรู้มีไม่หวงครับอยากให้รวยๆกันครับผม ผมยินดีเป็นที่ปรึกษาแลกกับปลาดิบครับ
Posted by we | Posted in Usual Day | Posted on 11-02-2009
Posted by we | Posted in Knowledge | Posted on 05-02-2009
ผมบอกก่อนเริ่มเข้าเนื้อหาว่า ผมกำลังจะ push Client ผมให้เริ่มลุยตลาด E-commerce และกำลังทำ proposal อยู่ คิดไปเพลินๆทนไม่ไหวต้องมาเขียน blog ให้เพื่อนๆอ่านกัน แต่เชื่อเหลือเกินว่าอ่านชื่อ Blog ผมตอนนี้ต้องงงว่า E-commerce อะไรของมึงไอ้วี แต่ถ้าผมพูดว่า กฏของพาเรโต หรือกด 80/20 กับทฤษฏี the long tail ทุกคนคงเริ่มคุ้นหูกันมากขึ้น ขอเล่ากฏทั้งสองอันนี้แบบคร่าวๆก่อน กฏ 80/20 เราจะพูดถึงว่ารายได้ 80% ของการขายสินค้ามาจากลูกค้ากลุ่มเล็กๆ 20% โดย 20% นี้เป็นไฮโซตังเยอะ หรือทฤษฏีนี้เราเอามาอธิบายการเรียนของผมสมัยเรียนมหาลัยได้ว่า 80% ในข้อสอบใช้ความรู้เพียง 20% จากการเรียนทั้งเทอม นั่นคือเหตุผลที่ผมโดดเรียนไปตีนุ๊กแต่สอบผ่านตลอด หรือถ้าบริษัทเราขายสินค้าหลากหลายเราก็อาจจะตรงกับกฏนี้เพราะ ยอดขาย 80% มาจากสินค้าเด่นๆ 20% ที่เราทำตลาด ซึ่งจริงๆไม่ใช่เรื่องแปลกด้วยปัจจัยหลายอย่าง สมมุติว่าทำมือถือขาย ปัญหาก็จะเป็น “ใครจะไปมีตังค์ทำ campaign โปรโมทสินค้าทุกชิ้นวะเฮ้ย มือถือเยอะแยะ”, “หน้าร้านกูมีแค่นี้ กูก็เลือกรุ่นเด่นๆมาวาง วางหมดทุกรุ่นจะมีที่เดินเหรอวะ”, “PC หน้าร้านไม่ใช่ harddisk นะเว้ยจะได้จำรายละเอียดได้ทุกรุ่น” เฮ้ยมึงหยุด!!! แล้วถ้ากูหาที่ให้วางได้ล่ะเอาไง นายหางยาวตระโกนแทรกขึ้นมา นายหางยาวที่ผมว่า มันคือ Internet
internet มันมีพื้นที่มหาศาลไม่จำกัดให้เก็บรายละเอียดสินค้าทุกรุ่น Internet มันมีที่ให้คุณวางสินค้าโชว์ได้ทุกรุ่น Internet มันเป็น media ใหม่ที่ถึง mass ได้ด้วยราคาถูก และตอนนี้มันขายของให้คุณได้ การลงทุนเพิ่มอีกเพียงกะผีกเดียวเศษเสี้ยวของการโฆษณาในทีวีหรือครึ่งหน้าในหนังสือพิมพ์ แต่จะสามารถแก้ปัญหาสินค้าทั้ง line ขายได้สามตัวดึงไอ้สินค้าอีก 80% ในมุมมืดออกมาโชว์ตัว เหมือนที่ Amazon ทำซึ่งนับว่าเป็นสุดยอด case ของ The long tail การขายส่วนใหญ่ของ Amazon มาจาก ส่วนเหลืองๆในกราฟ เพราะอะไรรู้ป่าว… ลองถามตัวเองว่า ถ้าจะซื้อหนังสือผมจะเป็นคนดี ของคุณอา วิกรม กรมดิษฐ์ เล่มละ 39 บาท ขายอยู่ที่ 7-eleven ทั่วประเทศ คุณจะเดินไปซื้อเซเว่น หรือจะมาสั่งจาก Amazon…. นั่นไงได้คำตอบแล้วใช่ไม๊ครับ แต่ถ้าจะหาหนังสือประวิติศาสตร์เรื่อง 11 ตุลา ไปเดินหาซื้อตามแผงได้ไม๊ ดังนั้นแล้ว ในบางธุรกิจเราอาจจะไม่ต้องไป focus จะขายแต่ของ demand ต่ำๆแบบ Amazon คงไม่ใช่ที่ แต่คิดเผื่อไว้ว่า เอาหางมาต่อให้พาเรโตซักหน่อยจะคุ้มไม๊ครับ
สถานการณ์ปัจจุบันผม… ผมกำลังทำ campaign ของสินค้า XXXXX ตอนเปิดตัวคงวางขายแค่ในกรุงเทพและหัวเมือง ตรงกับแนวคิดแบบพาเรโตเป๊ะ เพราะวางขายแค่พื้นที่ส่วนน้อยในประเทศ แต่คุณลูกค้าสุดที่รักครับ ต่อหางหน่อยดีไม๊ครับคนบ้านนอกถึงใต้ถุนบ้านมีควายก็อยากซื้อนะครับ อิอิอิ
Posted by we | Posted in Feeling | Posted on 25-01-2009
วันนี้เด็กๆที่เล่น HI5 คงจะเริ่มชินแล้วกับการพิมภาษาไทยแบบวัยรุ่น ซึ่งอ่านไปเราก็เข้าใจกันได้อย่างรวดเร็ว แต่ลองเรียกแม่มาอ่าน เรา เชื่อ เรย น๊าาาาา ว่า แม่ มึง จา คอดด งง เรยย อ่า แสดดด ม่า รุ เรื่อง เรยยยย เพราะมึงเขียนภาษาไทยด้วยตัวสะกดประหลาดและเว้นวรรคทุกคำ เป็นการจับภาษาไทยรวมกับภาษาอังกฤษ และภาษาญวณ(จริงๆอ่านว่า ภาษายวน ยวนยี) ซึ่งถามเด็กที่ยังใช้ภาษาไทยปกติอายุประมาณ 25 แบบผม ผมรับได้กับภาษาที่วิบัติเล็กน้อย หรือเรียกๆดีๆว่าภาษามันมีวิวัฒนาการไปบ้าง เช่น แต่ก่อนคำว่า ครับ ตอนจบท้ายประโยคเราเคยเขียนมี ร และออกเสียง ร ชัดเจนต่อมานานๆเราเริ่มไม่ออกเสียง ร แล้วเขียนใหม่ว่า คับ หรือคำว่าสวัสดี เราก็เขียนกันว่า หวัดดี ซึ่งรวมกันแล้วเอาไปเขียนให้คุณปู่ดูว่า หวัดดีคับ ปู่คงงงๆเล็กน้อย ว่าหวัดมันดียังไงเป็นแล้วขี้มูกไหล แล้วหวัดมันคับได้ไงกูไม่ได้อ้วนขึ้น… แต่คนเดี๋ยวนี้คำว่าหวัดดีครับเราเข้าใจก็ได้แล้ว แล้วคนที่เขียน สวัสดีครับ ว่า หวัดดีครับ ถึงจะไม่ถูกต้อง 100% มันก็ไม่ได้ดูแย่นัก
แต่ไอ้ที่วิบัติหนักๆแบบที่ นู๋ๆ ท้าง หลายยย ชอบ คุย กับ พี่ ใน เอ็ม พี่ ว่า มัน เกิงง ก่า การ วิวัฒนาการ ไป มากกกมายย น๊ะ นู๋ นะ…. พี่ว่ามันวิบัติชิบหายแล้วนะ ขอยกตัวอย่างเช่น
น้อง xxx : พี่วีค๊าาาาา
พี่วี : (ทำงานยังไม่ว่างตอบ)
น้อง xxx : พี่ วี ทาม งาน อยุ ป่ะ
พี่วี : (เออมึงรู้นี่ วันอังคารสิบโมงครึ่งกูคงไม่ได้โกนหนวดหรอก)
น้อง xxx : พี่ วี นู๋ อยาก ได้ ทอ สับ ออมเนีย
พี่วี : หวัดดีจ๊ะ (ลูกค้าของลูกค้า คุยหน่อยก็ได้วะ)
น้อง xxx : พี่ อ่า ก่า จา ตอบ นู๋ ด้าย
น้อง xxx : นู๋ ทัก เพ่ มา เปง สิบ พี่ ม่า เคย ตอบ เร๊ยยย
น้อง xxx : วัง เน้ พี่ วี คุย ก่า นู๋ ด้วย ดีจาย คริคริคริ
พี่วี : จ้า (กูคุยด้วยเฉยๆไม่ได้จะเลี้ยงข้าวไม่ต้องมาดีใจเว่อร์)
น้อง xxx : ออมเนีย ขาว อ่า เพ่ มัน 16 กิ๊ก ป่ะ ค๊า
พี่วี : ใช่จ้า (มึงเล่นพิมพ์คำเว้นคำ SMS มึงคงใช้กินพื้นที่น่าดู เอาไป 80 เลยไม๊)
………………..
………………..
น้อง xxx : พี่ วี นู๋ ไป กิง ข้าว ก่อง น๊า ค๊า พี่ วี ปายย กิง ได้ แย๊วว เที่ยง แย๊วว
พี่วี : จ้า (ถ้ามึงห่วงกูขนาดนี้ พิมพ์ดีๆให้กูอ่านออกดีกว่านะ)
ฝากมิวสิควีดีโอของน้อง โต๋ มั้ง? ไว้อีกซักหน่อย ถ้าขี้เกียจดูหมดให้ข้ามไปดูตอนจบ”ฝันดีคับ”
Posted by we | Posted in Usual Day | Posted on 13-01-2009
ก่อนจะก้มหน้าลงมองคีย์บอร์ดและพิมพ์ comment ถึงผมใน Blog ตอนนี้ จินตนาการถึงส้วมในปั๊มแก๊ส ซึ่งเต็มไปด้วยขี้และมีกระจั๊วเดินมุดเข้าออกก้อนนั้นก้อนนี้อย่างหนุกหนานเพลิดเพลิน บางตัวกำลังอารมณ์ดีทักทายเพื่อนกระจั๊ว บางตัวกำลังเดินกอดคอกับคู่เดทอย่าสวีทท่ามกลางขี้ บางกลุ่มกำลังเดินทางอพยบจากขี้ก้อนที่เริ่มแห้งกรอบแตกระแหงไปสู่ขี้ก้อนที่ใหม่ๆอุ่นๆและชุ่มชื้นกว่า… หลังจากนึกภาพตามแล้ว ผมถามนิดนึงว่าให้เอานิ้วไปจิ้มจะจิ้มไม๊… แน่นอนคำตอบคือไม่เด็ดขาด กูยอมตายดีกว่าจิ้มขี้ แต่ที่คุณไม่รู้คือ สิ่งสุดขยะแขยงนั้นคือสิ่งเดียวกันกับที่คุณจิ้มๆๆๆ บนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์โนตบุ๊คคุณทุกวัน หากคุณมองมันผ่านกล้องจุลทรรศน์
ไอ้ตัวในรูปนี้มันเป็นส่วนนึงของแบคทีเรียมากมายที่แอบอยู่ใน keyboard notebook คุณอย่าว่าแต่คุณเคยจิ้มมัน ผมเชื่อว่าคุณเคยกินมันเข้าไปด้วย เพราะมันสามารถกระโดดจากคีย์บอร์ดมายังนิ้วของคุณ และก็กระโดดมายังโดนัทที่คุณหยิบใส่ปากขณะที่กำลังตอบเมลล์หรือกำลังแชท ข่าวที่ผมจะเอามาเล่านี้ได้มาจาก Gary Noskin, MD, and colleagues at Chicago’s Northwestern Memorial Hospital แบคทีเรียที่เค้าเทสๆกันแล้วเจอมีอยู่สามตัว (จริงๆมีมากกว่านี้นะ) คือ vancomycin-resistant Enterococcus faecium (VRE), methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA), and Pseudomonas aeruginosa (PSAE) ซึ่งไอ้สามตัวนี้ถึงมันจะมีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป แต่ในกรณีที่คุณภูมิคุ้มกันต่ำไอ้พวกนี้ก็มีอันตรายได้ถึงชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ไอ้ตัว VRE มันอาจจะทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน สร้างปัญหาให้ระบบหมุนเวียนโลหิต หรือระบบขับถ่ายปัสสาวะ และไอ้ MRSA ก็สามารถสร้างปัญหากับผิวหนังของคุณได้อีก และที่หนักกว่านั้น คือเราไม่รู้ว่าจริงๆ เรามีตัวประหลาดบน keyboard มากกว่าไอ้สามตัวที่เค้าพูดถึงกันรึป่าว วิธีการป้องกันแบบง่ายๆคือ ล้างมือ ครับล้างมือให้บ่อยๆในวันที่นั่งทำงานหน้าคอม หรือไม่วันดีคืนดี ล้าง keyboard ซะอีกอย่างถ้าเป็น keyboard PC ล้างไม่ยาก แค่แงะปุ่มออกมาแล้วเป่าๆเอาฝุ่นออกหลังจากนั้นเช็ดด้วยแอลกอฮอลอีกหน่อย แต่ถ้าเป็น notebook อาจจะล้างด้วยวิธีนี้ยากนิดนึง การหาซื้อแผ่นยางที่เอามาครอบคีย์บอร์ดเอาไว้หรือหาเครื่องที่มี keyboard ที่สามารถป้องกันการเจริญเติบโตขอไวรัสได้ก็ดีครับ
ขอตัวไปล้างมือก่อนนะครับ
Posted by we | Posted in Knowledge | Posted on 12-01-2009
ในช่วงปีสองปีมานี้ นักการตลาดทั้งหลายยิ่งโดยเฉพาะ SME เคยได้ยินคำว่า Blue Ocean Strategy มามากมาย ยิ่งโดยเฉพาะ SME ยิ่งคุ้นหูมากเพราะเป็นทางรอดที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ทางในตลาดที่มีการแข่งขันเช่นปัจจุบัน สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่อง Blue Ocean อย่างลึกซึ้ง ผมขอใช้ Blog ตอนนี้อธิบายด้วยภาษาง่ายๆคิดตามและเข้าใจได้ง่าย แต่ก่อนเริ่มเล่าขอแจกรูปน้องข้าวฟ่างร้าน relaxmassageoil(relaxmassageoil .com)ให้ดูก่อน เพราะน้องเค้าเป็นแรงบันดาลใจให้เขียน blog ตอนนี้
จริงๆผมรู้ว่าไม่ควรแปลแต่ขอหน่อยนึง Blue Ocean แปลว่าน่านน้ำสีคราม ซึ่งตรงข้ามกับ Red Ocean น่านน้ำสีแดงเดือด ในทฤษฎีนี้ Ocean หมายถึง ตลาด Blue Ocean จึงหมายถึงตลาดที่สวยงามน่าโดดลงไปเล่นตรงข้ามกับ Red Ocean ที่หมายถึงตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือด เพื่อในเข้าใจ Blue Ocean Strategy ง่ายที่สุดขออนุญาตเล่าถึงแรงบันดาลใจเลยละกัน น้องข้าวฟ่างเป็นสาวคนนึงที่อยู่ในธุรกิจที่เรียกว่า นกป หรือชายไทยเข้าใจว่ามันคือ นวดกาปู๋ ธุรกิจนี้นับเป็นหนึ่งใน case study Blue Ocean ที่น่าสนใจ ขอเล่าย้อนไปก่อนจะมี นกป ตอนนั้นชายไทยเราคุ้นเคยกับ ออน(อาบอบนวด) และ นผบ(นวดแผนโบราณ) ซึ่งหลังจากเลือกน้องๆจากตู้แล้ว ก็ขึ้นห้องไปนวดๆพอเป็นพิธีแล้วก็ (censor) ซึ่งราคาค่างวดต่อการบริการอยู่ที่ 2000-3000 บาทต่อครั้งรวมกับทิปเบี้ยใบ้รายทางอีกนิดหน่อยซึ่งก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ และจากกิจกรรมใน censor และราคานั้นเอง จึงทำให้คนบางส่วนรู้สึกไม่ปลอดภัยรวมไปถึงน้องนางที่อยากเข้าประจำการไม่อยากจะโดนกิจกรรมใน censor นอกจากนั้นนักเที่ยวเงินน้อยก็ลำบากที่จะตัดสินใจไปรับบริการ รวมไปถึงการที่จะมีธุรกิจ ออน ได้ก็เป็นเรื่องแสนลำบากเพราะต้องใช้เงินมหาศาลในการวิ่งเต้นขอใบอณุญาติ จากข้อจำกัดที่กล่าวมา นกป จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของทุกฝ่าย โดยการ “ตัด-ลดส่วนเกิด เพิ่ม-สร้างส่วนขาด” นักเที่ยวไม่จำเป็นต้องจ่าย 2000-3000 ต่อครั้งเพื่อรับบริการ รวมไปถึงไม่ต้องกังวลกับความไม่ปลอดภัยกับกิจกรรมใน censor น้องนางที่เข้าประจำการก็สบายใจจากการสึกหรอของช่วงล่าง การเปิดสถานบริการ นกป ก็ไม่ต้องการทุนมหาศาลเพียงแค่ตึกแถวหนึ่งห้องก็พร้อมลุย ดังนั้นจึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจนทุกวันนี้ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการคิดแผนธุรกิจแบบ Blue Ocean รวมไปถึงเป็นตัวอย่างที่เข้าใจง่ายของหนุ่มๆทั้งหลาย
สรุปสั้นๆ “Blue Ocean Strategy เราต้องคิดแบบ ตัด-ลดส่วนเกิด เพิ่ม-สร้างส่วนขาด” เพื่อหาช่องว่างระหว่างธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน และในตลาดมีความต้องการครับ
ปล ผมไม่ได้มีอะไรกับ relaxmassageoil ผมโปรโมทให้ฟรี